เอ็นจีโอกังขาผลประโยชน์ทับซ้อนคณะกรรมการ ขัดขวางแบน ‘พาราควอต’ โชยกลิ่นคอร์รัปชั่น

ผอ.มูลนิธิชีววิถี จับตาคอร์รัปชัน 2 จุดในกระบวนการผลักดัน ‘พาราควอต’ กลุ่มผลประโยชน์นั่งเก้าอี้กรรมการ-ใช้ข้อมูลเก่าประกอบพิจารณา

นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI) เปิดเผยในเวทีเสวนาเรื่อง “คอร์รัปชันในภาคเกษตร: ภาค 1 … พาราควอต?” จัดโดยองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) เมื่อวันที่ 30 มี.ค.2561 ตอนหนึ่งว่า สิ่งที่ใกล้เคียงกับการคอร์รัปชันในกรณีของการยกเลิกพาราควอตขณะนี้ คือโครงสร้างการพิจารณาที่มีกลุ่มผลประโยชน์เข้าไปอยู่ในคณะกรรมการ ขณะที่อีกส่วนหนึ่งคือการนำเข้าข้อมูลเก่าและข้อมูลที่มาจากกลุ่มผลประโยชน์ทับซ้อน มาเป็นส่วนประกอบของการพิจารณา

นายวิฑูรย์ กล่าวว่า ในจำนวนของคณะกรรมการวัตถุอันตราย รวม 29 ราย ซึ่งมีหน้าที่ชี้ขาดว่าจะแบนพาราควอตหรือไม่ พบว่ามีอย่างน้อย 3 คนเกี่ยวข้องกับบริษัทสารพิษกำจัดศัตรูพืช นอกจากนี้ยังได้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อหาข้อเท็จจริงในการพิจารณาให้มีการยกเลิกสารพาราควอตหรือไม่ ซึ่งพบว่าตัวแทนส่วนใหญ่มาจากกรมวิชาการเกษตร หน่วยงานที่อ้างว่าไม่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านสุขภาพ และคาดว่าจะสนับสนุนให้มีการใช้พาราควอตต่อไป

นายวิฑูรย์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ข้อมูลที่ถูกนำเข้าเพื่อใช้ประกอบการพิจารณา ยังพบว่ามีการใช้ข้อมูลเก่ามากกว่า 20 ปี ที่ระบุว่าพาราควอตอยู่ในกลุ่มความเป็นพิษปานกลาง แทนที่จะใช้ข้อมูลในปัจจุบันที่ระบุว่าพาราควอตมีพิษร้ายแรงต่อมนุษย์ ขณะเดียวกันยังเป็นข้อมูลที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน จากองค์กรที่เกี่ยวข้องและได้รับการสนับสนุนจากบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านสารเคมีการเกษตรอันดับหนึ่งของโลก และเป็นเจ้าของตลาดสารพาราควอต

“ตอนนี้จึงต้องฝากความหวังทั้งหมดไว้กับคณะกรรมการวัตถุอันตราย ซึ่งคาดว่าน่าจะมีการพิจารณาแล้วเสร็จภายในเดือนเมษายนนี้ แต่ก็เชื่อว่าโอกาสแบนพาราควอตนั้นจะเป็นไปได้ยาก” นายวิฑูรย์ กล่าว

ศ.พรพิมล กองทิพย์ อาจารย์ประจำภาควิชาอาชีวอนามัยและความปลอดภัย คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ประเทศไทยมีสถิติการนำเข้าพาราควอตสูงเป็นอันดับ 4 ของโลก ทั้งที่ไม่ได้มีพื้นที่กว้างใหญ่ การนำเข้าปริมาณสูงขนาดนี้จึงเกิดความกังวลว่าเป็นการใช้มากเกินความจำเป็น และจะตกค้างปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม ซึ่งจากงานวิจัยในแม่และเด็ก พบว่าการได้รับสารพาราควอตขณะตั้งครรภ์ได้ส่งผ่านไปสู่ทารก อันจะส่งผลต่อพัฒนาการของเด็ก

“จากการศึกษาพบว่าหญิงที่มีการขุดดินหรือปลูกพืช มีโอกาสตรวจพบพาราควอตเป็น 6 เท่า เทียบกับหญิงที่ไม่ได้ทำกิจกรรมการเกษตร ส่วนในช่วง 6-9 เดือนใกล้คลอด หากมารดาเข้าไปในพื้นที่เกษตร ก็จะมีโอกาสตรวจพบสูงเป็น 5 เท่า เทียบกับผู้ที่ไม่ได้ไป ขณะเดียวกันกลุ่มตัวอย่างที่มีญาติเป็นเกษตรกรอยู่ในบ้านเดียวกัน หรือมีบ้านอยู่ใกล้พื้นที่การเกษตร ก็ล้วนมีสารพาราควอตสูงกว่าอย่างมีนัยยะสำคัญ” ศ.พรพิมล กล่าว

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า อีกตัวแปรหนึ่งนอกเหนือจากการแบนสารพาราควอต คือการให้ความรู้กับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งเกษตรกรและผู้บริโภค ให้เข้าใจถึงอันตรายทั้งหมด ก่อนที่จะไปจำกัดสิทธิของผู้ผลิตหรือผู้ค้า เมื่อถึงวันนั้นการแบนอาจเป็นเรื่องง่าย อย่างไรก็ตามทางกระทรวงฯ มีแผนขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ ที่ตั้งเป้าให้ได้ 6 แสนไร่ภายใน 5 ปี รวมไปถึงการทำเกษตรยั่งยืน เกษตรธรรมชาติ เกษตรทฤษฎีใหม่ และวนเกษตร

น.ส.กรรณิการ์ กิจติเวชกุล ที่ปรึกษามูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า แม้รัฐบาลจะเดินหน้าเกษตรอินทรีย์ได้ตามเป้า แต่ก็จะอยู่ที่เพียง 3% ของพื้นที่ประเทศเท่านั้น ขณะเดียวกันประเทศญี่ปุ่นกลับมีศักยภาพทำเกษตรอินทรีย์มาส่งยังตลาดไทยเพราะมีช่องว่างอยู่ หรือแม้แต่ลาวที่ตอนนี้มีนโยบายมุ่งมั่นเกษตรอินทรีย์ ทว่าผู้บริโภคในไทยกลับแทบไม่มีทางเลือก เพราะแม้แต่ผักผลไม้หลายแบรนด์ที่ได้รับมาตรฐานรับรองจากรัฐ กลับมีสารเคมีตกค้างเยอะกว่าปกติ

“สิ่งที่เกิดขึ้นแปลว่าประชาชนพึ่งรัฐไม่ได้ ต้องดูแลตัวเองหรือไม่ กฎหมายที่มีตอนนี้มากพอที่เราจะสามารถแบนพาราควอตด้วยพื้นฐานทางวิชาการได้ อยู่ที่จะทำหรือไม่ทำ สิ่งสำคัญคือหน่วยงานราชการฝ่ายนโยบาย ต้องเปิดให้ประชาชนเข้ามาตรวจสอบและมีส่วนร่วม” น.ส.กรรณิการ์ กล่าว

- Advertisement -