ตู้ม !!

เสียงของแข็งในรูปแบบท่อทรงกลม ขนาด 40 x 80 ซม. เจาะรูด้านข้างโดยรอบ มีชื่อเรียกว่า ‘บ้านปลา’ ถูกปล่อยจากเรือประมงพื้นบ้านลงสู่พื้นน้ำบริเวณคลองลัดเจ้าไหม ปากน้ำเชื่อมสู่ทะเลอันดามัน ในพื้นที่ชุมชนบ้านมดตะนอย ต.เกาะลิบง อ.กันตัง จ.ตรัง จำนวน 80 ตัว โดยการสนับสนุนจากเอสซีจี ร่วมกับชุมชนบ้านมดตะนอย หน่วยงานภาครัฐ และภาคีเครือข่าย ภายใต้โครงการ ‘รักษ์น้ำ จากภูผา สู่มหานที’ เมื่อวันที่ 23 มี.ค.2561

ทุกคน ณ ที่นี่รู้ดีว่า ‘บ้านปลา’ ไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่ ในอดีตชาวประมงได้นำกิ่งไม้ไปสุมไว้ใต้น้ำ เพื่อให้ปลาเข้ามาหลบพักอาศัย จากหลักการล่อให้สัตว์น้ำเข้ามาอยู่อาศัยนั้น พัฒนาเป็นการนำวัสดุต่างๆ ที่หาได้ เช่น ต้นไม้ ยางรถยนต์ คอนครีต เหล็ก นำไปวางในทะเล เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัย ที่หลบภัย และแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์ทะเล กลายเป็นแหล่งฟื้นฟูการทำประมงให้กับชาวประมงพื้นบ้าน

ชุมชนบ้านมดตะนอย เป็นชุมชนที่ประกอบอาชีพประมงพื้นบ้านเป็นหลัก มีความเข้มแข็งแต่ประสบปัญหาการทำประมงในฤดูมรสุมไม่สามารถออกเรือประมงได้ จึงจำเป็นต้องมีบ้านปลา เพื่อเป็นแหล่งอนุบาลและพักพิงของสัตว์น้ำ ช่วยเพิ่มทรัพยากรปลาและสัตว์ทะเลบริเวณคลองบ้านมดตะนอย และคลองลัดเจ้าไหม เพื่อให้สามารถทำประมงได้แม้ในช่วงมรสุมโดยไม่ต้องนำเรือออกไปในทะเลใหญ่ เกิดความปลอดภัย และสร้างรายได้ได้อย่างยั่งยืน

—– นวัตกรรม ‘บ้านปลา’ ปูนทนน้ำทะเล —–

ชนะ ภูมี Vice President – Cement and Construction Solution Business เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เล่าว่า เอสซีจีกับชาวชุมชนร่วมมือกับ หน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ และภาคี เช่น มูลนิธิอันดามัน สร้างบ้านปลาอย่างมีประสิทธิภาพ โดยนำนวัตกรรมปูนทนน้ำทะเลที่มุ่งมั่นคิดค้น และพัฒนาขึ้นมาสร้างบ้านปลา ซึ่งทนทานต่อสภาพแวดล้อมมากกว่าปูนซีเมนต์ทั่วไป และทนต่อการกัดกร่อนจากสารคลอไรด์และซัลเฟตได้ดี ทำให้มีอายุการใช้งานยาวนาน

“ที่สำคัญ คือไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ตามผลวิจัยโดยภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โดยอาศัยการทำงานกับชุมชนอย่างใกล้ชิด เพื่อออกแบบให้ตรงตามความต้องการของชาวบ้านชุมชนบ้านมดตะนอยมากที่สุด ซึ่งยังสามารถพัฒนารูปแบบอื่นๆ ที่หลากหลายได้มากยิ่งขึ้นด้วยเทคโนโลยี 3D Printing ของเอสซีจี” ชนะ กล่าว

เขาเล่าว่า ปูนปกติมีความทึบเมื่อน้ำ หรือเกลือผ่านจะมีค่ามาตรฐานระดับหนึ่ง แต่สำหรับปูนที่ใช้ในการทำบ้านปลาเป็นชนิดพิเศษ เพื่อให้มีความทึบมากขึ้นโดยปรับให้มีลักษณะเฉพาะ และเหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ สามารถทนทานในสภาพน้ำทะเลได้มากถึง 1-2 เท่า เมื่อเทียบกับปูนปกติ ส่วนรูปร่างมีการพัฒนาร่วมกันระหว่างนักวิจัย ชุมชน และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เพื่อหารูปแบบที่เหมาะสมกับพื้นที่

เขาเล่าต่อว่า เอสซีจีมีแผนจะวางบ้านปลาในพื้นที่ภาคใต้ให้ได้ครบ 400 ตัวภายในปีนี้ เพื่อให้เป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ คืนความสมดุลสู่ระบบนิเวศทางทะเล อันเป็นต้นทุนสำคัญในการดำรงชีวิตของชาวประมง ที่นำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนและสังคมให้ดียิ่งขึ้นอย่างยั่งยืน รวมทั้งหวังให้ชุมชนแห่งนี้เป็นต้นแบบขยายผลไปยังชุมชนอื่นๆ จากการพัฒนาองค์ความรู้ท้องถิ่น

—– ‘บ้านปลา’ คืนความอุดมสมบูรณ์สู่ทะเล —–

ปรีชา ชายทุย ชาวบ้านชุมชนบ้านมดตะนอย จ.ตรัง เล่าว่า มีการพูดคุยระหว่างเอสซีจี นักวิจัย และชาวประมงพื้นบ้านถึงรูปแบบของบ้านปลา ทางชาวบ้านเสนอให้มีลักษณะกลม เพราะมองว่ามีความเหมาะสมหลายประการ อย่างเช่น สามารถทำได้เอง มีความสะดวกในการเคลื่อนย้าย และเมื่อนำลงสู่พื้นน้ำก็จะมีความทนทานกว่าการใช้ไม้ หรือวัสดุอื่นๆ ที่ชาวชุมชนร่วมกันทำก่อนหน้านี้

เขา เล่าต่อว่า แต่เดิมทางชุมชนมดตะนอยมีการวางบ้านปลา โดยมีลักษณะคล้ายคลึงกับรูปแบบของเอสซีจี ซึ่งนำเอาวงบ่อซีเมนต์สำเร็จรูปตามท้องตลาด ข้อเสียคือไม่มีการเจาะรูรอบๆ เหมือนปัจจุบัน เพราะว่าการเจาะรูมีความเหมาะมากยิ่งขึ้น สามารถทำให้ปลาว่ายไปมาได้อย่างสะดวก สังเกตได้จากรูปแบบของปะการังตามธรรมชาติ “รูเหล่านี้ช่วยให้ปลามีความสุขมากยิ่งขึ้น” เขาย้ำ พร้อมรอยยิ้ม

ปรีชา เล่าต่อว่า เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาก่อนการจัดกิจกรรมฯ มีการวางบ้านปลาไปแล้วจำนวนหนึ่ง เขา และชาวประมงพื้นบ้านสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก

“เอาลอบจับปลาไปวาง มีปลาเริ่มเข้ามาในลอบ ลอบ 1 ใบ สามารถจำปลาได้ประมาณ 200-300 บาท ส่วนใหญ่เป็นปลาเก๋า ปลาเศรษฐกิจที่มีราคาสูง แต่ก็มีปลาชนิดอื่นๆ ด้วย เช่น ปลาสิงโต นอกจากนี้ยังมีชาวบ้านเริ่มไปตกปลาบริเวณที่วางบ้านปลาเยอะขึ้น เพราะความอุดมสมบูรณ์เริ่มจะกลับมามากยิ่งขึ้น” ปรีชา เล่า

—– ภาคีหนุนเสริมหวังฟื้นฟูทรัพยากร —–

ศิริพัฒ พัฒกุล ผวจ.ตรัง กล่าวว่า จังหวัดมีนโยบายการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง โดยสนับสนุนให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง และร่วมกับหน่วยงานราชการในการดูแลรักษาสมดุลของระบบนิเวศ เพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง ยังยืน แต่การดำเนินงานที่มีเพียงหน่วยงานราชการกับชุมชนในพื้นที่คงไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ จึงต้องอาศัยความร่วมแรงร่วมใจจากทุกภาคส่วน

สอดคล้องกับ สุพจน์ เพริดพริ้ง ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 5 กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และ พันธุ์พืช (อส.) กล่าวว่า การวางบ้านปลาเพื่อฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเล รวมถึงการปลูกป่าชายเลนและหญ้าทะเล ตามโครง‘รักษ์น้ำ จากภูผา สู่มหานที’ ถือเป็นการทำงานแบบบูรณาการร่วมกันของทุกภาคส่วนเพื่อช่วยกันดูแลรักษาและฟื้นฟูทรัพยากรต่างๆ

ผอ.สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 5 กล่าวอีกว่า ทีมของเขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบงที่อยู่ในพื้นที่รับผิดชอบของสำนักฯ ก็ได้มาช่วยสำรวจพื้นที่พร้อมระบุพิกัดที่จะวางบ้านปลา รวมทั้งกำหนดกติการ่วมกับชุมชนในการดูแลบริหารจัดการให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อชุมชน จึงถือเป็นความภาคภูมิใจที่คนในพื้นที่ได้มาร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติอย่างยั่งยืน

เรื่องราวของบ้านปลา เพียงส่วนหนึ่งของโครงการ ‘รักษ์น้ำ จากภูผา สู่มหานที’ โดยเอสซีจีน้อมนำพระราชดำริการบริหารจัดการน้ำของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 มาเป็นแนวทางการดูแลจัดการน้ำให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ สู่ปลายน้ำ ผ่านกระบวนการสร้างการมีส่วนร่วมกับคนในชุมชน ให้เข้าใจการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ตนเองอย่างแท้จริง ส่งเสริมให้ทุกคนมีความเป็นเจ้าของ และร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ความยั่งยืนในอนาคต

- Advertisement -