ช่วงเดือน ม.ค.2561 กรุงเทพมหานคร (กทม.) ถูกปกคลุมด้วยหมอกควันซึ่งเกิดจากฝุ่นละอองขนาดเล็กที่มีขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน หรือ PM 2.5 ที่หลายคนขนานนามมันว่า “ฝุ่นพิษ”

แม้สถานการณ์ได้คลี่คลายลงแล้วในเดือน มี.ค. แต่อย่างไรก็ตามฝุ่นพิษนี้ยังมิได้อันตรธานหายไป มันยังอยู่ในชั้นบรรยากาศ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะใช้มาตรวัดใดมาค้นหาการมีอยู่ของมัน

PM 2.5 เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอซซิล เช่น การสันดาปในรถยนต์ โรงไฟฟ้า โรงงานอุตสาหกรรม หรือการเผาไหม้ในการเกษตร ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพมนุษย์

ฝุ่นพิษดังกล่าวมีขนาดเล็กกว่าเส้นผ่านศูนย์กลางเส้นผม ทำให้สามารถแทรกซึมเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจและเส้นเลือดได้อย่างง่ายดาย และเมื่อสะสมในร่างกายนานเข้าจะทำให้เกิดความเจ็บป่วย เช่น โรคหอบหืดและโรคหัวใจ

องค์การอนามัยโลก (WHO) รายงานว่ามีผู้เสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากมลพิษทางอากาศในโลกถึง 3 ล้านคนต่อปี โดย 88% ของผู้เสียชีวิตอยู่ในประเทศที่มีรายได้ปานกลางถึงน้อย และมีการกระจุกตัวอยู่ในแปซิฟิคตะวันตกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

องค์การอนามัยโลกจึงได้มีการรณรงค์ให้ใช้ค่า PM 2.5 ในการวัดคุณภาพอากาศแทนที่การใช้ค่า PM10 ซึ่งเป็นฝุ่นที่มีขนาดใหญ่กว่าและอันตรายไม่เท่า PM 2.5

ข้อมูลจากรายงานประจำปีของกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ระบุว่าประเทศไทยเริ่มวัดค่า PM 2.5 ในปี 2553

อย่างไรก็ตาม พบว่าในเว็บไซต์ air4thai ซึ่งจัดทำโดย คพ. เพื่อรายงานสถานการณ์และคุณภาพอากาศประทศไทยแบบเรียลไทม์ยังคงใช้ค่า PM10 เป็นหลัก โดยขณะเกิดวิกฤตการณ์ฝุ่นพิษในเดือน ม.ค.-มี.ค. ที่ผ่านมาค่า PM 10 ของ air4thai แสดงผลว่าค่ามลพิษในอากาศยังไม่เกินมาตรฐาน

สวนทางกับการวัดค่าคุณภาพอากาศในต่างประเทศ เช่น aqicn.org ซึ่งจัดทำขึ้นโดยความร่วมมือของหลายองค์กรนานาชาติในรูปแบบกิจการเพื่อสังคม และบริษัท Plume Labs ซึ่งให้บริการแอพพลิเคชั่นมือถือในการแสดงผลคุณภาพอากาศแบบเรียลไทม์ทั่วโลกและถูกนำไปใช้อ้างอิงอย่างแพร่หลาย ชี้ตรงกันว่าค่า PM 2.5 ในกรุงเทพขณะนั้นเกินมาตรฐาน จัดอยู่ในสถานการณ์ “excessive pollution” (หรือมลพิษรุนแรง)

ขณะเดียวกัน ค่า PM 2.5 กลับไปปรากฎบนหน้าเฟซบุ๊คของ คพ. เป็นระยะ โดย สุณี ปิยะพันธุ์พงศ์ อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่าค่า PM 2.5 ที่วัดในประเทศไทยเป็นค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง โดยมีค่ามาตรฐานไม่เกิน 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) ซึ่งการกําหนดค่ามาตรฐานจะพิจารณากําหนดจากข้อมูลพื้นฐานการพัฒนาของประเทศ สภาพเศรษฐกิจและสังคม จึงไม่สามารถนำไปเทียบกับค่ามาตรฐานของประเทศอื่น เช่น สหรัฐอเมริกาซึ่งกำหนดค่ามาตรฐานของ PM2.5 ต้องไม่เกินไม่เกิน 35 มคก./ลบ.ม. ขณะที่ค่ามาตรฐานตามข้อแนะนําขององค์การอนามัยโลก(WHO Guideline) กำหนดไว้ที่ ไม่เกิน 25 มคก/ ลบม. เท่านั้น

กรีนพีซได้ออกมาเรียกร้องให้ คพ. นำค่าเฉลี่ย PM2.5 มาคำนวณดัชนีคุณภาพอากาศแทนการใช้เพียง PM10 และขอให้นำเสนอค่า PM2.5 แบบเรียลไทม์ แทนที่จะเป็นค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง “เพราะนี่คือสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงอากาศสะอาดที่ภาครัฐต้องลงมืออย่างเร่งด่วน”

จนถึงวันนี้ แม้ทางการประกาศให้สถานการณ์ฝุ่นพิษในกรุงเทพสิ้นสุดลง แอพพลิเคชั่น Plume Labs ยังคงระบุคุณภาพอากาศของกรุงเทพไว้ในระดับ “High pollution” (มลพิษสูง) อันหมายความว่าฝุ่นพิษยังคงไม่ไปไหน

เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย และการตั้งรับสถานการณ์ที่สอดคล้องกับความเป็นจริง จะดีกว่าไหมถ้าเราปรับเกณฑ์การตรวจวัดฝุ่นละอองที่ PM2.5 ?

- Advertisement -