ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ส่งผลกระทบต่อสรรพสิ่งในโลกใบนี้ โดยเฉพาะกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมซึ่งมีความเปราะบาง และพร้อมกับแปรเปลี่ยนไปอย่างรุนแรงเมื่อได้รับสิ่งเร้า

สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม (GreenNews) พูดคุยกับ ทรงธรรม สุขสว่าง ผู้อำนวยการสำนักอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ถึงผลพวงจากการผกผันของสภาพอากาศและอุณหภูมิต่อผืนป่า

—– ‘อุณหภูมิ’ เปลี่ยน พืชเสี่ยงสูญพันธุ์ —–

ผู้อำนวยการสำนักอุทยานแห่งชาติ ดีกรีด็อกเตอร์รายนี้ เล่าให้ฟังว่า ทางสำนักอุทยานฯ ใช้ระบบดิจิตอลเก็บข้อมูลป่าไม้เป็นรายชั่วโมงในทุกๆ วัน ซึ่งทำให้ทราบว่าช่วงเวลาใดหรือฤดูกาลใดอุณหภูมิเป็นอย่างไร มีการขึ้น-ลงแตกต่างกันหรือไม่ นั่นเพราะอุณหภูมิจะสัมพันธ์โดยตรงกับการออกดอก-ผลของต้นไม้

“ช่วงที่มีการกระตุ้นให้มันออกดอกอุณหภูมิต้องต่ำ เพราะฉะนั้นเราเก็บมาหลายปี 4-5 ปี เราก็รู้ว่าปีไหนอุณหภูมิต่ำ ปีไหนอุณหภูมิสูงในช่วงที่ต้นไม้จะออกดอกในแต่ละชนิด ผลปรากฏว่าบางชนิดถ้าไม่หนาวพอ หรืออุณหภูมิไม่ต่ำพอมันไม่ออกดอก” ผอ.ทรงธรรม ให้ภาพรูปธรรมของผลกระทบ

เขา กล่าวต่อไปว่า จากข้อมูลในหลายปีที่ผ่านมาทำให้ทราบว่าต้นไม้หลายชนิดไม่ออกดอก อาทิ ตระกูลลิ้นจี่ หากไม่หนาวพอไม่ออกดอก ซึ่งสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ล่อแหลมว่าหากในอนาคตอากาศร้อนขึ้น หรืออุณหภูมิของโลกสูงขึ้น หรือความแตกต่างระหว่างอุณหภูมิร้อนและหนาวแตกต่างกันมาก ก็อาจจะทำให้พืชไม่ออกดอก ไม่สามารถสืบต่อพันธุ์ได้ ก็จะสูญพันธุ์ในอนาคต

นอกจากตระกูลลิ้นจี่ที่ ดร.ทรงธรรม ยกตัวอย่างแล้ว ยังมีข้อมูลจากศูนย์วิจัยเพชรบุรีที่พบว่า ไม้สน 2 ใบ ที่สามารถขึ้นได้ทั่วประเทศนั้นก็ไม่ออกดอก-ผล ซึ่งเป็นผลพวงโดยตรงจากอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงไป และมีความเป็นไปได้ว่าอนาคตอาจจะสูญพันธุ์เช่นกัน

“การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ใช่ว่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องอุณหภูมิเพียงอย่างเดียว แต่ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังเชื่อมโยงไปถึงเรื่องพายุใต้ฝุ่น ความชื้นสัมพันธ์ ฝนตก-ไม่ตก หิมะตก-ไม่ตก อากาศเย็นจัด หรือร้อนจัด พวกนี้เป็นปรากฏการณ์ที่เรียกว่ากรีนเฮาส์เอฟเฟกต์ (Greenhouse Effect) ซึ่งคาร์บอนไดออกไซด์ไปห่อโลกไว้” ผู้อำนวยการรายนี้อธิบาย

—– Climate Change แปรปรวนทุกหย่อมหญ้า —–

สำหรับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แน่นอนว่าเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในระดับโลก ไม่ใช่เกิดขึ้นในระดับภูมิภาคหรือระดับท้องถิ่นเพียงอย่างเดียว แต่เมื่อเกิดในระดับโลกแล้วก็ย่อมกระทบถึงภูมิภาคและท้องถิ่น เช่น พายุที่เกิดขึ้นในเอเชีย

นอกจากมนุษย์แล้ว สัตว์ที่อยู่ในผืนป่าก็ได้รับผลกระทบโดยตรงเช่นกัน หากอุณหภูมิหนาวจัดก็จะเกิดการอพยพย้ายถิ่นฐาน ยกตัวอย่างเช่น นกอพยพจากไซบีเรียลงมาทางใต้เพื่อหนีภัยหนาว เขาเรียก Migration

“ถ้าหนาวจัดทุกๆ ปี นกก็จะมาเยอะขึ้น ระบบนิเวศในบ้านเราก็จะมีปัญหา นกประจำถิ่นจะถูกรบกวน อาหารการกินก็ต้องการเพิ่มมาขึ้น เพราะนกอพยพในวันนี้บางส่วนมันมาแล้วก็ไม่กลับ ถามว่าในอนาคตถ้าสถานการณ์รุนแรงขึ้นจะเป็นอย่างไร” ทรงธรรม ให้ภาพ พร้อมตั้งคำถามชวนคิด

“หรืออย่างแมลง” ทรงธรรม กล่าวต่อ เวลาฝนจะตก มดจะขึ้นมาบนผิวดิน นั่นแสดงว่าอุณหภูมิร้อนขึ้นจนมดอยู่ข้างล่างไม่ได้ก็เลยต้องออกมาข้างนอก สังเกตหรือไม่ว่าเวลาฝนตกมดจะออกมากันหมด เพราะดินมันร้อน แต่พอหลังจากนั้นมันก็จะกลับเข้าไปเมื่ออุณหภูมิมันเย็น ตรงนี้สะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงของแมลง ยังไม่นับการเจริญพันธุ์ การสืบต่อพันธุ์ตามธรรมชาติ

“แมลงบางชนิดถ้าเป็นอาหารของนก ของสัตว์ปีก ถ้ามันเกิดลดประชากรลงก็จะมีผลกระทบต่อห่วงโซ่อาหารของสัตว์ที่กินแมลง หรือลองหันมาดูระบบนิเวศอย่างอื่น เช่น ทุ่งหญ้า ทุ่งหญ้าถ้าเกิดไฟป่าทุกปี มันก็อาจจะมีหญ้าระบัดมาช่วย แต่บางแห่งอย่างที่ผมบอกว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ใช่บวกอย่างเดียว มันมีลบด้วย ฝนตกหนัก ตกบ่อยๆ หญ้าไม่ระบัด มันเกิดการทดแทน ระบบทุ่งหญ้าก็อาจกลายเป็นป่าไปในที่สุด

“บางแห่งต้องควบคุมด้วยไฟ บางแห่งก็ควบคุมด้วยความแห้งแล้ง นี่คือความแตกต่างของแต่ละระบบนิเวศ เพราะฉะนั้นเขตที่ร้อนหรือที่ชื้น หากวันหนึ่งมันแห้งแล้งขึ้นมา จากป่าชนิดหนึ่งที่เคยเป็นป่าดิบแล้งหรือป่าดิบชื้น มันก็จะกลายเป็นป่าเต็งรัง หรือกลายเป็นป่าเบญจพรรณได้ อันนี้ขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำฝน อุณหภูมิ ถ้าความชื้นในดินเปลี่ยน ฝนตก” ดร.ทรงธรรม เชื่อมโยงให้เห็นความเปลี่ยนแปลง

สำหรับเรื่องประเภทของป่านั้น ทุกวันนี้เราแบ่งป่าตามปริมาณน้ำฝน ภาคใต้มีป่าดิบชื้น ภาคเหนือเป็นป่าเบญจพรรณ เต็งรัง แต่ถ้าเหนือขึ้นไปบนยอดเขาจะเป็นป่าดิบเขา ป่าสนเขา ป่าเหล่านี้ถ้าเกิดวันหนึ่งมีอุณหภูมิต่ำลง ฝนตกมากขึ้นก็เปลี่ยนเป็นป่าดิบชื้นได้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับสภาพดินด้วย

“ทั่วโลกเขามีข้อกังวลว่าวันหนึ่งถ้าสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนโดยฝนตกน้อยลง ป่าก็จะเปลี่ยนชนิด แต่ไม่ใช่ใช้เวลาแค่วัน-สองวัน มันต้องเป็น 10 ปี แต่ตอนนี้มันเกิดขึ้นแล้ว” ผอ.ทรงธรรม ชี้ประเด็น และย้ำเตือนถึงสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้น

—– รักษาป่าให้ได้มากที่สุด —–

เมื่อถามถึงทางออก ผู้อำนวยการสำนักอุทยานแห่งชาติ ชวนคิดว่า ทุกวันนี้จะอย่างไรให้ป่าไม้ หรืออุทยานมีต้นไม้เยอะๆ เพื่อที่จะได้ดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ ส่วนนี้จะเป็นแหล่ง carbon source เป็นแหล่งสาระสมคาร์บอนของประเทศ ยิ่งช่วยกันสะสมได้มากเท่าใดก็จะช่วยโลกไม่ให้อุณหภูมิของโลกมันสูงขึ้น ฉะนั้นเราต้องช่วยกันเก็บพื้นที่เหล่านี้ไว้ให้ได้

“เก็บก็หมายความว่าต้องไม่ทำลายป่า ต้องดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อม บางแหล่งเขาเรียกว่าเป็นอุตุนิยมวิทยาใกล้ผิวดิน ยกตัวอย่างที่ จ.น่าน ซึ่งมีพื้นที่ป่าอยู่ 60% เปอร์เซ็นต์ จากเดิมที่มีอยู่ถึง 90-80% น่านถูกทำลายไปเยอะ แต่ยังมีเหลือ 60% ของพื้นที่จังหวัด ทุกวันนี้ จ.น่าน จึงเจอปัญหาภัยแล้ง ไฟป่า น้ำท่วม สิ่งเหล่านี้เป็นปรากกฎการณ์จากการทำลายป่าแทบทั้งสิ้น” ดร.ทรงธรรม ระบุ

เขา ย้ำว่า แวดวงนักวิชาการที่เกี่ยวกับเรื่องป่าไม้ อุทยานฯ ก็มีการบ้านข้อเดียวคือจะทำอย่างไรที่จะเก็บป่าไม้ไว้ให้มากที่สุด

- Advertisement -