ถอดบทเรียน ‘พรรคกรีน’ เมืองเบียร์ เมื่อไม่หลากหลายก็ไร้แรงหนุน

บรรยากาศทางการเมืองกลับมาคึกคักอีกครั้ง หลังจากที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้เปิดให้มีการจดทะเบียนพรรคการเมือง เมื่อวันที่ 2 มี.ค.2561 โดยจนถึงขณะนี้ตัวเลขพุ่งสูงถึงกว่า 42 พรรค

สำหรับแวดวงสิ่งแวดล้อม มีกลุ่มที่สนใจแนวทางการเมืองในรัฐสภาเข้ายื่นจดทะเบียนพรรคการเมือง โดยใช้ชื่อว่า “พรรคกรีน” โดย พงศา ชูแนม อดีตหัวหน้าหน่วยอนุรักษ์และจัดการต้นน้ำพะโต๊ะ จ.ชุมพร

“พงศา” ระบุว่า พรรคกรีนของเขาใช้แนวทางการเมืองสีเขียวจากต่างประเทศ โดยมุ่งหวัง 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ ต้นไม้เป็นทรัพย์สิน ที่ดินถูกต้องเป็นธรรม เกษตรสุขภาพ และสันติภาพยั่งยืน

—– ทำความรู้จัก พรรคกรีน ในต่างประเทศ —–

พรรคกรีน หรือพรรคการเมืองสีเขียว ซึ่งยึดแนวทางอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และแนวทางนิเวศวิทยาสังคม กลายมาพรรคการเมืองทางเลือกหนึ่งในสังคมประชาธิปไตยหลายแห่งทั่วโลก โดยพรรคการเมืองที่ยึดถือแนวทางนี้ปรากฏครั้งแรกเมื่อปี 1972 ในประเทศนิวซีแลนด์ ก่อนจะขยายตัวไปอีกในหลายประเทศหลังการสิ้นสุดสงครามเย็น พร้อมๆ กับการมาถึงของกระแสอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่เติบโตขึ้นหลังทศวรรษที่ 1990

แม้ว่ากระแสการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจะก้าวหน้าขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทว่าในความเป็นจริงกลับพบว่ามีเพียงไม่กี่ประเทศเท่านั้นที่พรรคกรีนจะประสบความสำเร็จในสนามการเมือง

ในออสเตรเลีย พรรคกรีนที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1992 ต้องสู้อยู่ในสนามเลือกตั้งจนถึงปี 2010 จึงจะสามารถมีที่นั่งในสภาเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของพรรค ขณะที่ในประเทศประชาธิปไตยแม่แบบอย่างสหรัฐอเมริกา พรรคกรีนยังไม่สามารถปักธงในรัฐใดๆได้เฉกเช่น 2 พรรคการเมืองใหญ่อย่างเดโมแครตและรีพลับลิกัน ทำให้บทบาทของพรรคกรีนสหรัฐดำเนินไปในลักษณะเป็นพรรคเพื่อการรณรงค์เสียมากกว่า

อย่างไรก็ตาม แนวทางพรรคการเมืองเพื่อสิ่งแวดล้อมที่มีบทบาทสำคัญต่อนโยบายระดับประเทศ ก็ยังพอมีให้เห็นอยู่ในประเทศที่มีระบบอุตสาหกรรมที่ก้าวหน้าแห่งหนึ่งของโลก อย่างพรรคกรีนของประเทศเยอรมนี

—– พรรคกรีนแห่งเยอรมัน แม่พิมพ์การเมืองสีเขียว —–

พรรคกรีนของเยอรมนีกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการในปี 1980 มีการจัดการประชุมพรรคอย่างกว้างขวางเพื่อจัดทำนโยบายพรรค คัดเลือกผู้สมัครของพรรค ดำเนินกิจกรรมรณรงค์และระดมความเห็นของพรรคอย่างต่อเนื่อง โดยพรรคมีบทบาทหลักๆ 6 เรื่อง คือ 1. เป็นกลไกเชื่อมโยงระหว่างประชาชนกับรัฐบาล 2. รวบรวมผลประโยชน์ของกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม 3. บูรณาการนโยบายตามแนวทางนิเวศวิทยา 4. จัดทำแผนการของพรรคตามแนวทางการเมืองสีเขียว 5. ระดมคะแนนของผู้สิทธิลงคะแนนเสียง และ 6. พยายามเข้าไปมีส่วนในการจัดตั้งรัฐบาลและผลักดันนโยบาย

การจัดการประชุมพรรคกรีนของเยอรมนี โดยทั่วไปแล้วเป็นการจัดทำในรูปแบบของการประชุมท้องถิ่นหรือเขตเลือกตั้ง และมักจะเปิดโอกาสให้แก่ผู้สนับสนุนพรรคทุกคน มิใช่เพียงแค่สมาชิกที่บริจาคเงินช่วยเหลือพรรคเท่านั้น ทำให้พรรคค่อยๆ เติบโตขึ้นจากที่ไม่มีที่นั่งในสภาในการลงเลือกตั้งครั้งแรกเมื่อปี 1980 จนสามารถไต่ระดับขึ้นมาสูงสุดเมื่อปี 2009 โดยคว้าเก้าอี้ในสภาได้ถึง 68 ที่นั่ง จาก 622 ที่นั่ง คิดเป็น 10.7% โดยมีฐานเสียงสำคัญจากประชาชนในแคว้นบาวาเรียทางตอนใต้ของประเทศ นั่นทำให้นโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของพรรคกลายเป็นตัวแปรสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาล

นโยบายที่ก่อรูปขึ้นมาจึงมีความเชื่อมโยงกับความต้องการของประชาชน เช่น การต่อต้านพลังงานนิวเคลียร์และต่อต้านการผลิตพลังงานจากฟอสซิล พร้อมๆ กับเสนอให้มีการพัฒนาระบบการผลิตพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานน้ำ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม โดยตั้งเป้าให้มีการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนให้ได้ 100% ภายในปี 2040 โดยในช่วงเปลี่ยนผ่านทางพลังงานนี้ พรรคกรีนได้เสนอนโยบายให้รัฐบาลใช้พลังงานความร้อนที่มีคุณภาพสูงเข้ามาทดแทน

เมื่อที่นั่งในสภามากพอที่จะผลักดันนโยบาย พรรคกรีนได้จัดทำร่าง พ.ร.บ.เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งมีผลผูกพันในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในเยอรมนีภายในปี 2020 สาระสำคัญของกฎหมายฉบับดังกล่าวคือ จำกัดการปลดปล่อยมลภาวะไว้ที่ 40% เทียบจากปี 1990

นอกจากนี้ พรรคกรีนของเยอรมนีได้ให้ความสำคัญกับแนวทางของรัฐสวัสดิการ การลงทุนด้านการศึกษาของรัฐต่อพลเมือง สนับสนุนการให้ความช่วยเหลือด้านสุขภาพแก่ประชาชน และที่สำคัญพรรคยังได้ขยายนโยบายครอบคลุมไปถึงสิทธิสตรีและกลุ่ม LGBT (ส่วนกรณีพรรคกรีนของอังกฤษ มีการประกาศนโยบายสำคัญไว้ในการเลือกตั้งปี 2015 ให้มีการเก็บภาษีคนรวยในอัตราสูง รวมถึงยึดทรัพย์สินของราชวงศ์อังกฤษมาแจกจ่ายให้พลเมือง)

แนวทางของพรรคกรีนในหลายประเทศ มีมิติของความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายด้วย กรณีของพรรคกรีนของเยอรมนีถือเป็นพรรคการเมืองที่มีกระบวนการภายในพรรคการเมืองที่มีความเป็นประชาธิปไตยสูงมาก

—– จุดเปลี่ยน พรรคกรีน เมืองเบียร์ —–

อย่างไรก็ตาม ระหว่างช่วงปี 2009-2017 มีการปรับเปลี่ยนแนวทางการระดมนโยบายโดยให้สิทธิเฉพาะสมาชิกพรรคส่วนน้อยที่ได้เข้าร่วมประชุม นอกจากนี้พรรคยังได้เปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการระดมนโยบายเกือบทั้งหมด เพื่อลดจำนวนสมาชิกพรรคในการเข้าร่วมประชุม จนเหลือเพียงการประชุมของตัวแทนพรรคการเมืองเท่านั้น อีกทั้งยังออกมาตรการกีดกันมิให้บุคคลที่ไม่ได้เป็นสมาชิกเข้าร่วมประชุมด้วย

ผลจากการบริหารพรรคเช่นนี้ เป็นเหตุให้การลงมติในที่ประชุมมิได้สะท้อนอุดมการณ์หรือแนวทางของผู้สนับสนุนพรรคทั้งหมด ทำให้กระแสความนิยมของพรรคกรีนไม่เพิ่มขึ้นไปกว่าเดิม และยังลดบทบาทนำในการผลักดันแนวทางอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมลง

ในการเลือกตั้งทั่วไปของประเทศเยอรมนีเมื่อปีที่ผ่านพบว่า พรรคกรีนเยอรมันได้ที่นั่งเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย โดยคว้าที่นั่งในสภาไปทั้งสิ้น 63 ที่นั่ง จาก 631 ที่นั่ง หรือคิดเป็นร้อยละ 8.4 พรรคกรีนจึงมิได้มีฐานะเป็นตัวแปรสำคัญในทางการเมืองอีกต่อไป

บทบาทของพรรคกรีนในปัจจุบัน จึงปรากฏออกมาให้เห็นผ่านการโน้มน้าวพรรคขนาดใหญ่แทน โดยมุ่งให้รัฐบาลตระหนักถึงปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก ซึ่งยังคงประสบผลสำเร็จในบางนโยบาย เช่น การสนับสนุนให้เยอรมนีรักษาบทบาทนำร่วมกับฝรั่งเศส ในการเป็นผู้นำปกป้องโลกจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้

บทเรียนของพรรคกรีนของเยอรมนี กระตุ้นให้พรรคการเมืองสีเขียวทั่วโลกจำต้องค้นหาแนวทางที่เหมาะสมในการก่อรูปนโยบาย ว่าแนวทางใดจะส่งผลให้อุดมการณ์แบบพรรคกรีนมีที่อยู่ที่ยืนในทางการเมืองต่อไปได้ รวมถึงพรรคกรีนของไทยจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องถอดบทเรียนจากนานาชาติ หากว่าการเลือกตั้งไทยจะเกิดขึ้นจริง