เมื่อเร็วๆ นี้ สื่อนานาชาติพร้อมใจกันรายงานว่าประเทศศรีลังกาได้กลายเป็นอีกหนึ่งประเทศที่ติดกับดักหนี้กู้ยืมจากประเทศจีนอย่างไม่อาจจะถอนตัวได้

ในเดือน ส.ค. 2017 รัฐบาลศรีลังกาจำเป็นต้องลงนามในสัญญาเพื่อโอนถ่ายกรรมสิทธิ์การถือหุ้นในการดำเนินการท่าเรือ Hambantota ให้กับบริษัทของรัฐบาลจีนชื่อ China Merchants Port Holdings Company Limited (CMPort) โดยให้จีนถือครองหุ้นถึง 70%

ท่าเรือ Hambantota เป็นท่าเรือที่ใหญ่เป็นอันดับสองของประเทศศรีลังกา ถูกสร้างขึ้นโดยเงินทุนกู้ยืมจากธนาคารสัญชาติจีน ExIm Bank โดยรัฐบาลศรีลังกาไม่สามารถจ่ายหนี้และดอกเบี้ยราคาแพงได้ รวมทั้งท่าเรือยังทำกำไรไม่ได้มากเท่าที่ควร รัฐบาลศรีลังกาจึงไม่มีทางออกอื่น นอกจากการยกกรรมสิทธิ์หุ้นให้จีนในที่สุด

การกู้ยืมเงินจากแหล่งทุนต่างประเทศเป็นหนึ่งในกุญแจหลักที่ทำให้ศรีลังกาสามารถยกระดับขึ้นมาเป็นประเทศรายได้ปานกลาง เงินเหล่านั้นถูกนำมาใช้เพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเศรษฐกิจภายในประเทศ

เมื่อปี 2006 ศรีลังกาติดหนี้จากแหล่งกู้ยืมเงินนอกประเทศ 1.06 หมื่นล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ จนกระทั่งในปี 2016 หนี้พอกพูนเพิ่มขึ้นถึง 140% หรือ 2.53 หมื่นล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ โดย13% ของหนี้มาจากแหล่งกู้ยืมสัญชาติจีน

นี่ไม่ใช่กรณีแรกที่ประเทศหนึ่งๆ ต้องอยู่ภายใต้หนี้การพัฒนาก้อนโต ซึ่งมีจีนเป็นผู้ให้กู้ยืมหลักและแทรกแซงนโยบายการพัฒนาประเทศ

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจของจีนพุ่งทะยานขึ้นมาพร้อมๆ กับการทำยุทธศาสตร์ทางการค้าและการพัฒนาในหลายประเทศ ประธานาธิบดีแห่งประเทศจีน สี จิ้นผิง ได้ดำเนินการยุทธศาตร์ Belt and Road ภายใต้ชื่อเรียกขานว่า “โครงการแห่งศตวรรษ” ซึ่งจีนประกาศพร้อมให้เพิ่มยอดการลงทุนและให้กู้ยืมเงินแก่ประเทศต่างๆ เพื่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์หลายคนเห็นว่าโครงการแห่งศตวรรษนี้คือ “การทูตแบบพ่วงกับดักหนี้” ที่ทำให้จีนสามารถควบคุมกิจการสาธารณะในประเทศคู่ค้า เช่น กรณีที่เกิดกับท่าเรือ Hambantota ในศรีลังกา

ประเทศอื่นๆ อาทิ อาเจนตินา ไนจีเรีย หรือลาว ก็จำต้องอยู่ในกับดักหนี้ที่ไม่ต่างกัน เพื่อแลกกับการพัฒนาเศรษฐกิจไปข้างหน้า

ในปี 2016 ประเทศลาวได้ผู้นำคนใหม่อย่างนายกรัฐมนตรี Thongloun Sisoulith ซึ่งมีความใกล้ชิดกับประเทศจีน ก็มีแนวโน้มว่าจีนจะมีอิทธิพลต่อการพัฒนาและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติในลาวมากยิ่งขึ้น

อิทธิพลของจีนในประเทศลาวเติบโตขึ้นในหลายปีที่ผ่านมา ผ่านการให้เงินทุนกู้ยืมและเงินสนุบสนุนให้เปล่าเพื่อการพัฒนาในประเทศ เช่น โครงการรถไฟความเร็วสูงจีน-ลาว ซึ่งมีระยะทาง 420 กิโลเมตร จากบ่อหาน-บ่อเต็นไปยังกรุงเวียงจันทร์ โดยจีนสนับสนุนเงินทุนถึง 6,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดย สี จิ้นผิง ได้เข้าเยี่ยมชมโครงการรถไฟในระหว่างการเยี่ยมเยือนลาวในเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา พร้อมชื่นชมประเทศลาวว่าเป็นหมุดหมายสำคัญสำหรับริเริ่มด้านโครงสร้างพื้นฐานภายใต้โครงการ Belt and Road ของจีน

แต่ผลอีกด้านที่เกิดขึ้นคือ ลาวได้กลายเป็นฐานการผลิตและทำเงินให้กับจีนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ พื้นที่เพาะปลูกถูกใช้เพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรที่ไม่ใช่พืชท้องถิ่นของลาวเพื่อป้อนผู้บริโภคในจีน มีการเปิดพื้นที่ป่าอุดมสมบูรณ์เพื่อการพัฒนา สร้างคาสิโนบนพื้นที่ที่ลาวให้เช่าถึง 99 ปี และจีนยังสนับสนุนทุนในการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่เพื่อผลิตไฟฟ้าในแม่น้ำโขงอีกด้วย

แม้ว่าประเทศคู่ค้าของจีนจะเสียประโยชน์มหาศาล แต่จีนยังคงสะสมอำนาจและอิทธิพลเหนือประเทศเหล่านั้นได้ โดยดำเนินนโยบายทางการฑูตควบคู่ไปกับการให้กู้ยืมเงินเพื่อลดภาพนายทุนหน้าเลือด

ในประเทศไนจีเรีย จีนให้เงินทุนกู้ยืมแก่รัฐบาลในการพัฒนาหลายด้าน รวมทั้งด้านการดำเนินการโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร จนทำให้ไนจีเรียถูกเรียกว่าเป็น “อาณานิคม” ภายใต้มังกรแดง จีนได้ดำเนินนโยบายทางการฑูตอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะด้านการศึกษา ซึ่งจีนได้ให้ทุนสนับสนุนการเรียนภาษาจีนและภาพยนต์จีนซึ่งกลายเป็นที่นิยมอย่างสูงในหมู่พลเมืองในจีเรีย รวมทั้งมีการจัดตั้งสถาบันขงจื๊อในไนจีเรีย และมีการจัดการเรียนการสอนเกี่ยวกับจีนศึกษา ขณะเดียวกันมีการให้ทุนนักศึกษาไนจีเรียมาศึกษาในประเทศจีนเป็นจำนวนมาก

จากการสำรวจของบีบีซีเวิลด์เซอร์วิสในปี 2014 พบว่า ประเทศไนจีเรียเป็นประเทศที่เอนเอียงเข้าข้างประเทศจีนมากที่สุดในโลก โดย 85% ของพลเมืองประเทศมีความเห็นในเชิงบวกต่ออิทธิพลของจีนในระดับโลก ในเดือน ก.ค. 2016 ไนจีเรียได้จัดงานเฉลิมฉลองครบรอบ 95 ปีของการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีน อย่างไรก็ตามก็ยังมีผู้ที่ไม่พอใจต่อการเข้ามามีอิทธิพลของจีนเหนือประเทศตน

- Advertisement -