โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญภายใต้ยุทธศาสตร์ “ไทยแลนด์ 4.0” ที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หมายมั่นปั้นมือสานฝันต่อยอดความสำเร็จจากโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ด ประกอบด้วยการพัฒนาโครงสร้างต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นภาคพื้นดิน ทางน้ำ หรือทางอากาศ

แม้จะถูกนับว่าเป็นสัดส่วนไม่ถึง 10% ของกิจกรรมทั้งหมดภายใต้โครงการ EEC แต่โครงการ “สนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก” กลับได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม พร้อมกับงบประมาณที่ต้องใช้ลงทุนอย่างมหาศาลด้วยเช่นกัน

เมื่อวันที่ 23-24 ก.พ.2561 ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม ร่วมกับสำนักงานเพื่อการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (สกรศ.) ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการดำเนินโครงการ โดยสำนักข่าวสิ่งแวดล้อม (GreenNews) ได้ร่วมพูดคุยกับ พล.ร.ต.ลือชัย ศรีเอี่ยมกูล ผู้อำนวยการการท่าอากาศยานอู่ตะเภา เพื่อให้เห็นภาพถึงสิ่งต่างๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้น

ผู้อำนวยการการท่าอากาศยานรายนี้ เริ่มเล่าย้อนกลับไปยังจุดตั้งต้นของสนามบินอู่ตะเภาว่า เดิมทีสนามบินแห่งนี้เป็นของทหารเรือที่ใช้ในด้านความมั่นคง มีฝูงบินของทหารเรือ 9 ฝูง จอดเรียงรายตลอดข้างรันเวย์ ทั้งเครื่องบินปีก (Fixed wing) และเฮลิคอปเตอร์ นอกจากนี้ยังถูกใช้โดยกองทัพอากาศจากมิตรประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ ญี่ปุ่น เพื่อการยุทธศาสตร์และความมั่นคง

ทั้งนี้ ในยุคสมัยที่ประเทศไทยยังไม่มีสนามบินสุวรรณภูมิ อู่ตะเภาก็ได้รับอีกหนึ่งหน้าที่ในการเป็นท่าอากาศยานสำรองของสนามบินดอนเมือง จนในปี 2532 รัฐบาลได้ประกาศให้อู่ตะเภาเป็นสนามบินนานาชาติ ทำให้เครื่องบินพาณิชย์สามารถเดินทางเข้าออกระหว่างประเทศได้

แม้ในยุคเริ่มต้นจะมีผู้โดยสารไม่มากนัก เมื่อสนามบินดอนเมืองและสนามบินสุวรรณภูมิสามารถให้บริการได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ แต่ภายหลังวิกฤตน้ำท่วมดอนเมืองปี 2554 และเหตุการณ์ปิดสนามบินทั้งสองแห่ง ทำให้สนามบินอู่ตะเภาได้ถูกใช้เพื่อแก้ไขสถานการณ์บ้านเมือง นั่นจึงทำให้รัฐบาลมองเห็นความจำเป็นที่จะพัฒนาศักยภาพของสนามบินอู่ตะเภาให้สูงขึ้น รองรับผูู้โดยสารได้มากขึ้น

“ปัจจุบันมีการก่อสร้างอาคารเทอมินอลหลังใหม่เพื่อรองรับผู้โดยสารเพิ่มขึ้นอีก 3 ล้านคนต่อปี จากอาคารเดิมที่รองรับได้เพียง 7 แสนคน ซึ่งในปีที่แล้วมีผู้โดยสารมากจึงต้องทยอยเปิดใช้อาคารหลังใหม่ไปบางส่วน และคาดว่าปีนี้จะมีปริมาณผู้โดยสารกว่า 2 ล้านคน หากเป็นไปตามอัตรานี้คาดว่าอีกเพียง 3 ปี อาคารหลังใหม่นี้ก็จะใช้เต็มศักยภาพ” พล.ร.ต.ลือชัย ระบุ

เขาอธิบายเพิ่มว่า อาคารที่เกิดขึ้นใหม่นี้ยังไม่เกี่ยวข้องกับโครงการอีอีซี แต่เกิดขึ้นเพราะสนามบินดอนเมืองและสุวรรณภูมิถูกใช้เต็มศักยภาพ จึงถูกมองให้พัฒนาใหญ่ขึ้นเพื่อเป็นสนามบินพาณิชย์แห่งที่สามของประเทศไทย แต่เมื่อโครงการอีอีซีเข้ามา อู่ตะเภาจะกลายเป็นส่วนหนึ่งในฐานะอีกหนึ่งช่องทางเข้า-ออก นอกเหนือจากท่าเรือ ทั้งในส่วนของผู้โดยสารและทางผ่านของสินค้า

สิ่งที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่ขนาดราว 1.7 หมื่นไร่ของสนามบินอู่ตะเภาหลังจากนี้ คือครึ่งหนึ่งจะยังคงถูกใช้เพื่อการทหารและความมั่นคง ส่วนอีกครึ่งหนึ่งราว 8,000 ไร่จะถูกแบ่งใช้เพื่อการพาณิชย์ โดยรัฐบาลได้ประกาศให้เป็นพื้นที่ส่งเสริมอีอีซีราว 6,500 ไร่ ถัดไปที่ด้านตะวันนอกของเส้นทางรันเวย์ปัจจุบัน

ทั้งนี้ จะประกอบด้วย 1.เส้นทางรันเวย์แห่งที่สองและอาคารผู้โดยสารหลังที่ 3 ที่สามารถรองรับได้ถึง 30 ล้านคนต่อปี 2.ศูนย์ซ่อมอากาศยานขนาด 570 ไร่ 3.คลังสินค้า (Air Cargo) และลานจอดของเครื่องบินสินค้า 4.ศูนย์ฝึกบุคลากรด้านการบิน เพื่อตอบสนองการเติบโตของธุรกิจการบินและซ่อมแซม พร้อมด้วยกิจกรรมที่จะตามมาต่อเนื่องกัน ได้แก่ Free Trade Zone สำหรับการนำเข้า-ส่งออกสินค้าที่รัฐบาลส่งเสริม ไปจนถึงโรงแรม ศูนย์ประชุม หรือศูนย์จัดแสดงที่จะเกี่ยวข้องต่อเนื่องกัน

นอกจากนี้ จะมีการเชื่อมทั้ง 3 สนามบินอย่างไร้รอยต่อด้วยรถไฟความเร็วสูง ให้ผู้โดยสารสามารถเดินทางไปมาระหว่างดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา ภายใน 5 ปี ควบคู่กับการพัฒนาเส้นทางรถไฟรางคู่ขนถ่ายสินค้า โดยพัฒนาจากรถไฟรางเดี่ยวที่ปัจจุบันมีเส้นทางจากมักกะสัน มาถึงสัตหีบและมาบตาพุด

อย่างไรก็ตาม พล.ร.ต.ลือชัย ระบุว่า ภาพทั้งหมดนั้นยังคงเป็นเพียงโครงการ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วคือกองทัพเรือในฐานะเจ้าของพื้นที่ ได้ทำการว่าจ้างบริษัท AECOM สัญชาติอเมริกา เป็นที่ปรึกษาในการสำรวจและออกแบบพื้นที่ เพื่อจัดทำแผนแม่บทของโครงการ โดยได้มีการลงนามเมื่อวันที่ 29 ธ.ค.2560 และจะใช้เวลาศึกษาประมาณ 1 ปี

เขา อธิบายเพิ่มว่า การศึกษาดังกล่าวจะแบ่งการส่งงานออกเป็น 7 งวด ซึ่งในงวดที่ 3 จะได้ร่างคร่าวๆ ที่กองทัพเรือจะนำไปใช้จ้างบริษัทที่ปรึกษาเพื่อออกแบบพิมพ์เขียวของแต่ละโครงการ ขณะเดียวกันก็จะมีการศึกษาการร่วมทุนในแต่ละโครงการ ว่าจะมีการทำนิติกรรมระหว่างรัฐและเอกชนอย่างไร เนื่องจากต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมากหลายแสนล้านบาท โดยได้ทำการว่าจ้างบริษัท KPMG ไปแล้วเมื่อวันที่ 13 ก.พ.2561

“อนุมานว่าการศึกษาทั้งหมดน่าจะเสร็จสิ้นปีพอดี เมื่อพิมพ์เขียวเสร็จก็จะได้คำตอบว่าใครจะร่วมทุนกับเราอย่างไร พร้อมจะมีการคัดเลือกผู้ร่วมทุน โดยการลงทุนจะเกิดขึ้นในปีถัดไป ให้โครงการทั้งหมดไปเสร็จพร้อมกันในราวปี 2565-2566 ตามเป้าหมาย” ผอ.ท่าอากาศยานอู่ตะเภา ระบุแผนการ

ผู้อำนวยการรายนี้ยังทิ้งท้ายด้วยว่า ในส่วนของปัญหาสิ่งแวดล้อมนั้นคาดว่าจะไม่มี เนื่องจากโครงการทั้งหมดเกิดขึ้นในพื้นที่เดิมของสนามบิน ซึ่งชุมชนโดยรอบนั้นมีความคุ้นเคยและอยู่กับสนามบินมาอย่างยาวนาน จึงมั่นใจได้ว่าจะไม่มีการต่อต้านจากคนในพื้นที่อย่างแน่นอน

- Advertisement -