ท่ามกลางกระแสการพัฒนาเศรษฐกิจไทยสู่ยุค Thailand 4.0 และการผลักดันโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor) หรืออีอีซี อย่างเข้มข้นของรัฐบาล เพื่อนำร่องประเทศไทยสู่เศรษฐกิจดิจิตอลและเทคโนโลยีขั้นสูงในพื้นที่ภาคตะวันออก จากเดิมที่ตั้งอยู่บนฐานการผลิตเพื่อการส่งออกและอุตสาหกรรมหนัก

เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านดังกล่าว การพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐานและกำลังคนเป็นสิ่งที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในขณะนี้ อย่างไรก็ตามประเด็นที่ดูเหมือนถูกพูดถึงน้อยในกระแสการพัฒนาใหม่คือการจัดการทรัพยากรน้ำในอนาคต

ที่ผ่านมา การเติบโตของอุตสาหกรรมภายใต้โครงการอีสเทิร์นซีบอร์ดได้ทำให้ภาคตะวันออกประสบกับความละลักละลั่นในการจัดสรรน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

“หลังจากมีการพัฒนาอีสเทิร์นซีบอร์ด การใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำมีความเปลี่ยนแปลงไปมาก น้ำถูกนำไปใช้เพื่ออุตสาหกรรมเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และ “เขา” เข้าถึงแหล่งน้ำมากกว่า “เรา”” สมนึก จงมีวศิน นักวิชาการชุมชนอิสระและที่ปรึกษาฝ่ายวิชาการเครือข่ายเพื่อนตะวันออกกล่าว

ในระหว่างปี 2558-2559 ขณะที่ประเทศไทยประสบภัยแล้งรุนแรงอันเป็นผลมาจากปรากฎการณ์เอลนิญโญ่ที่ลากยาวอย่างผิดปกติ แหล่งน้ำต่างๆ ในภาคตะวันออกแห้งขอดไม่ต่างจากแหล่งน้ำในภาคอื่นที่ต่างประสบปัญหาขาดแคลนน้ำกันถ้วนหน้า

น้ำในบริเวณต้นน้ำของภาคตะวันออกถูกดักด้วยท่อส่งน้ำ ซึ่งต่อตรงไปยังปลายน้ำอันเป็นพื้นที่อ่างเก็บน้ำเพื่อป้อนน้ำเข้าสู้พื้นที่อุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด ขณะที่คนกลางน้ำประสบปัญหาขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรง โดยภัยแล้งส่งผลภาคเกษตรกรรมได้รับความเสียหายถึงขนาดที่ต้นไม้ในสวนหลายแห่งยืนต้นตาย ที่ปลายน้ำยังมีน้ำใช้อย่างต่อเนื่อง

เรียกได้ว่านี่คือสถานการณ์ “water grabbing” หรือการแย่งยื้อทรัพยากรน้ำ และ “สมนึก” เห็นว่าสถานการณ์นี้มีแต่จะรุนแรงขึ้นในอนาคต

—- เร่งป้อนน้ำ ‘อีอีซี’ กับความเสี่ยงในอนาคต —–

ตัวชี้วัดที่เห็นได้ชัดของการแย่งยื้อทรัพยากรน้ำและการขยายตัวของเมืองเข้าประชิดพื้นที่ป่าในภาคตะวันออก คือการที่ช้างในผืนป่าภาคตะวันออกออกมาหากินในพื้นที่ชุมชนบ่อยครั้งขึ้น

ในปี 2560 มีรายงานว่าชุมชนใน อ.ท่าตะเกียบ จ.ฉะเชิงเทรา พบช้างป่าอย่างน้อย 41 เชือกเข้ามาหากินในพื้นที่ชุมชน ขณะที่เมื่อเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา มีรายงานว่าช้างป่าจากเขาอ่างฤาไน 40 เชือกบุกทำลายกำแพงโรงเรียนอ่างเสือดำใน อ.ท่าตะเกียบ ก่อนแยกย้ายเข้าไปหาอาหารและน้ำภายในโรงเรียน

ในเวทีสัมนาสาธารณะทีดีอาร์ไอ “เช็คเครื่องยนต์ EEC พร้อมขับเคลื่อนไทยแลนด์ 4.0?” เมื่อวันที่ 2 ต.ค. 2560 ชูลิต วัชรสินธุ์ กรรมการบริหารบริษัทปัญญา คอนซัลแตนท์ จำกัด ได้นำเสนอว่าความต้องการใช้น้ำในพื้นที่ภาคตะวันออกในปัจจุบันอยู่ที่ 739 ล้าน ลบ.ม. มีการคาดการณ์ว่าเมื่อมีการพัฒนาพื้นที่อีอีซี ความต้องการน้ำจะเพิ่มสูงขึ้นถึง 1,210 ล้าน ลบ.ม.

อย่างไรก็ตาม “ชูลิต” เห็นว่าภาคตะวันออกยังมีศักยภาพในการพัฒนาแหล่งน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการ

ภาคตะวันออกครอบคลุมแหล่งน้ำจาก 4 ลุ่มน้ำ ได้แก่ ลุ่มน้ำปราจีนบุรี ลุ่มน้ำบางปะกง ลุ่มน้ำโตนเลสาบ และลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลตะวันออก ที่ผ่านมาการพัฒนาอีสเทิร์นซีบอร์ดได้มีการผันน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติเข้าสู่อ่างเก็บน้ำใน จ.ระยองและ จ.ชลบุรี เพื่อกิจกรรมทางอุตสาหกรรม

เมื่อมีการพัฒนาโครงการอีอีซี จึงต้องมีการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำในลุ่มน้ำบางปะกง วังโตนด จันทบุรี และตราด เพื่อมาป้อนน้ำให้การเติบโตของอุตสาหกรรมในอนาคต

เมื่อวันที่ 1 ก.พ. ที่ผ่านมา อุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกมีมติเห็นชอบประกาศพื้นที่ส่งเสริมการลงทุนเพิ่มอีก 19 แห่ง รวม 2.6 หมื่นไร่ รองรับการลงทุนอีก 10 ปี ข้างหน้า ขณะที่ภาคเอกชนเช่น นิคมอุตสาหกรรม ซี.พี.ระยอง และ กลุ่มอมตะซิตี้ ต่างส่งเสียงขานรับการขับเคลื่อนอีอีซีเป็นอย่างดี

การหลั่งไหลมาของการลงทุนนั้น ย่อมหมายถึงการเพิ่มขึ้นของผลผลิตและประชากรในพื้นที่ภาคตะวันออก อันจะมีผลต่อการเพิ่มขึ้นของความต้องการน้ำในอนาคต

รายงานการพัฒนาน้ำของโลก หรือ The United Nations World Water Development Report จัดทำขึ้นโดยองค์การสหประชาชาติในปี 2558 ชี้ว่าโลกจะประสบการขาดแคลนน้ำถึง 40% ของความต้องการภายในปี 2573 หากการพัฒนายังคงเป็นไปโดยไม่มีมาตรการในการสร้างความยั่งยืน

ขณะเดียวกัน รายงานการสังเคราะห์และประมวลสถานภาพองค์ความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของไทย ครั้งที่ 2 ชี้ว่า ประเทศไทยมีปริมาณน้ำผิวดินและปริมาณน้ำท่าค่อนข้างสูง อย่างไรก็ตามทรัพยากรน้ำถูกทำลายอย่างรวดเร็วด้วยปัจจัยหลายอย่าง เช่น การบุกรุกพื้นที่ป่าต้นน้ำและแหล่งน้ำสาธารณะ การขยายตัวของเมือง การขยายตัวด้านอุตสาหกรรมและการท่องเที่ยว การปล่อยมลพิษลงสู่แม่น้ำลำคลอง และการบริหารจัดการที่ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate change) เป็นหนึ่งในปัจจัยที่จะทำให้เกิดการขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรง สืบเนื่องจากการเกิดสภาพอากาศแปรปรวนที่ทำให้ปริมาณฝนลดลงในหลายพื้นที่ ขณะที่มีแนวโน้มการเกิดภัยแล้งบ่อยครั้งขึ้น นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังส่งผลต่อคุณภาพน้ำที่เสื่อมโทรมลงด้วยเช่นกัน

ดังเช่น การเกิดปรากฎการณ์ขี้ปลาวาฬ หรือ  algal blooms บ่อยครั้งขึ้นในแถบพื้นที่ชายฝั่งภาคตะวันออก อันเป็นผลมาจากการปล่อยน้ำเสียลงสู่น้ำและอุณหภูมิผิวน้ำที่เพิ่มสูงขึ้น

—– ดึงแหล่งน้ำใหม่ป้อนอุตสาหกรรมสู่ความขัดแย้ง —–

โชคชัย ทิวสุวรรณ ผู้จัดการแผนกวิศวกรรมวางแผน อีสท์วอเตอร์ เผยกับ “คม ชัด ลึก” เมื่อกลางเดือน ก.พ. ที่ผ่านมาว่า ขณะนี้บริษัทกำลังอยู่ในระหว่างการดำเนินการก่อสร้าง 3 โครงการเพื่อรองรับโครงการอีอีซี

ประกอบด้วย 1.โครงการผันน้ำจากแม่น้ำบางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา โดยจะมีการเพิ่มประสิทธิภาพระบบการสูบน้ำให้มีกำลังสูงขึ้น จากเดิมได้วันละ 1.8 แสนลบ.ม.ต่อวัน เป็น 3 แสนลบ.ม.ต่อวัน 2.โครงการรับน้ำจากเอกชน โดยทางอีสท์วอเตอร์ได้วางท่อและระบบสูบน้ำเพื่อจะไปหาแหล่งน้ำเอกชนซึ่งกระจายอยู่ตามพื้นที่ต่างๆ ใน จ.ชลบุรี และ จ.ระยอง 3.โครงการพัฒนาแหล่งน้ำดิบทับมา ในพื้นที่ จ.ระยอง

“นอกเหนือจากโครงการพัฒนาแหล่งน้ำต้นทุนแล้ว ทางอีสท์วอเตอร์ก็ยังร่วมกับกรมชลประทานในการจัดสรรน้ำเพื่อรองรองรับอีอีซี ซึ่งมีอยู่ 3 โครงการด้วยเช่นกัน คือโครงการแรกการขอจัดสรรน้ำจากอ่างเก็บน้ำคลองหลวงรัชชโลทร จ.ชลบุรี 20 ล้าน ลบ.ม. โครงการที่สองผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำประแสร์ จ.ระยอง ประมาณ 50 ล้าน ลบ.ม. และโครงการที่ 3 การจัดสรรน้ำจากอ่างเก็บน้ำประแสร์ ซึ่งผันมาจากอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด จ.จันทบุรี ประมาณ 70 ล้าน ลบ.ม. เพื่อส่งให้แก่ผู้ใช้น้ำภาคอุตสาหกรรมในโครงการอีอีซี” โชคชัย กล่าวกับคม ชัด ลึก

อย่างไรก็ตาม มีความกังวลว่าการเพิ่มกำลังการป้อนน้ำสู่อุตสาหกรรมจะนำมาสู่ความขัดแย้งในอนาคต ดังเช่นที่เกิดมาแล้วภายใต้โครงการอีสเทิร์นซีบอร์ด โดยเฉพาะการดึงน้ำจากแหล่งใหม่ เช่น ใน จ.จันทบุรี  ซึ่งถูกล้อมด้วยต้นน้ำชั้นดีจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว อุทยานแห่งชาติเขาชะเมา-เขาวง และเขาคิชฌกูฏ

ทิวา แตงอ่อน อดีตแกนนำการต่อสู้กับปัญหาลักลอบทิ้งขยะมีพิษใน จ.ชลบุรี และเป็นผู้อยู่อาศัยใน อ.แก่งหางแมว จ.จันทบุรี ในปัจจุบัน เล่าว่า มีอ่างเก็บน้ำใหม่ 4 แห่ง กำลังถูกสร้างขึ้นในพื้นที่อำเภอเพื่อกักน้ำจากแหล่งน้ำจากต้นน้ำในป่า โดย 1 ใน 4 อ่างเก็บน้ำได้ดำเนินการก่อสร้างเสร็จสิ้นไปแล้วเมื่อ 3-4 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงว่าจะมีการส่งต่อน้ำจากอ่างเก็บน้ำดังกล่าวไปยังพื้นที่อุตสาหกรรมอีอีซีในอนาคต

ขณะเดียวกัน ไม่ใช่เพียงการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมเท่านั้นที่มีผลต่อความต้องการน้ำ ภาคเกษตรกรรมซึ่งหันไปปลูกพืชเศรษฐกิจก็มีผลต่อการแย่งยื้อน้ำอย่างมากเช่นกัน โดยเฉพาะการที่เกษตรกรหันไปปลูกทุเรียน ซึ่งเป็นพืชที่ใช้น้ำค่อนข้างมาก แทนที่พืชอื่นๆ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการทุเรียนในประเทศจีน

“เมื่อ 4-5 ปีก่อน การผลิตทุเรียนยังเน้นการผลิตเพื่อขายภายในประเทศ ตอนนี้ความต้องการทุเรียนในประเทศจีนส่งผลให้ราคาทุเรียนเพิ่มสูงขึ้น เกษตรกรจึงหันไปปลูกทุเรียนกันเป็นจำนวนมาก ทั้งๆ ที่เมื่อก่อน เกษตรกรจะปลูกผลไม้คละชนิด เช่น มังคุด เงาะ ลองกอง และสละ ซึ่งเป็นผลไม้ที่มีราคาถูกในตลาดตอนนี้” ทิวา ระบุ

การตั้งกติกาเพื่อจัดสรรการใช้น้ำอาจจะเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในอนาคต แต่การพัฒนาที่มุ่งเน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยไม่คิดต้นทุนของการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติ กำลังทำให้การสร้างกติกาดังกล่าวเป็นไปแทบไม่ได้ เมื่อทุกคนต่างต้องการกักเก็บน้ำให้ได้มากที่สุดเพี่อความอยู่รอดของตนเอง

- Advertisement -