ผ่านมาครบ 1 เดือน กับเหตุการณ์เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรจับกุม เปรมชัย กรรณสูต บิ๊กรับเหมารายใหญ่ระดับประเทศ จนถึงขณะนี้สังคมกำลังตั้งคำถามถึงความล่าช้าของคดี ความพยายามช่วยเหลือ และการเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ต้องหา

มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ในฐานะองค์กรอนุรักษ์ชั้นแนวหน้าของประเทศ ซึ่งได้ติดตามคดีนี้อย่างเกาะติด และเมื่อวันที่ 5 มี.ค.2561 ซึ่งครบ 1 เดือนของเหตุการณ์ ได้เปิดแถลงข่าวหัวข้อ “1 เดือนความคืบหน้า คดีล่าสัตว์ป่าทุ่งใหญ่ 61” ท่ามกลางสื่อมวลชนนับร้อยชีวิต

—– ทวงถามความคืบหน้าคดีล่าสัตว์ป่าทุ่งใหญ่ฯ —–

ภาณุเดช เกิดมะลิ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร อ่านแถลงการณ์ทวงถามความคืบหน้าคดีล่าสัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร 2561 โดยมีสาระสำคัญ 4 ประเด็น ได้แก่ 1.พฤติการณ์แห่งคดีพบข้อเท็จจริงว่านายเปรมชัยกับพวก มีเจตนาเข้าไปภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเพื่อล่าสัตว์ป่า พร้อมอาวุธปืน ซากสัตว์ป่า ล้วนเป็นพยานวัตถุสำคัญที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ที่ชัดเจน

2.จากพฤติการณ์แห่งคดีและพยานหลักฐานที่ปรากฏทำให้เห็นได้ชัดว่าคดีนี้ไม่ใช่คดีที่ซับซ้อน จึงขอให้ฝ่ายที่ดูแลและรับผิดชอบการดำเนินคดีโดยเฉพาะตำรวจ เร่งรัดดำเนินการเพื่อสรุปสำนวนพร้อมความเห็นไปยังอัยการ และส่งฟ้องศาลอย่างรวดเร็ว อย่าพยายามเบี่ยงเบนประเด็นการสอบสวนโดยการมุ่งไปสู่การเสาะหาพยานวัตถุที่อาจเปลี่ยนแปลงได้

3.ขอให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช (อส.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) และรัฐบาลเร่งรัดติดตามคดีนี้อย่างใกล้ชิด และขอให้กรมอุทยานฯ ตรวจสอบสำนวนคดีในชั้นอัยการอย่างรอบคอบก่อนส่งฟ้องศาล เพื่อป้องกันความคาดเคลื่อนไปจากพฤติการณ์แห่งคดีที่ปรากฏชัดแจ้งนี้

4.ขอให้รัฐบาลและหน่วยงานของภาครัฐออกมายืนเคียงข้างประชาชน เพื่อสนับสนุนกิจกรรมทางอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และร่วมกันประณามผู้ที่มีเจตนาในการทำร้ายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เกิดตัวอย่างที่ดีให้แก่สังคมต่อไปในอนาคต

บ่ายวันเดียวกัน มูลนิธิสืบฯ ได้ส่งแถลงการณ์ฉบับดังกล่าวถึง พล.อ ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รวมถึง รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ผู้บัญชาการตำรวจภูธร ภาค 7 อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช (อส.) ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) อส. เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้พิจารณา และดำเนินการตามข้อเรียกร้อง

—– จับตาสรุปสำนวน ‘สืบฯ’ พร้อมเคลื่อนไหว  —–

ศศิน เฉลิมลาภ ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร กล่าวภายหลังแถลงการณ์ว่า จากแถลงการณ์ 4 ข้อคงยังไม่ถึงขั้นว่าให้รัฐบาลหรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติเปลี่ยนผู้ดูแลคดี เพราะ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. ยืนยันว่าสำนวนมีความคืบหน้าแล้ว 80-90% และในวันที่ 26 มี.ค.นี้ มีกำหนดส่งไปยังอัยการ ส่วนนายเปรมชัยก็ได้ไปรายงานตัวแล้ว แต่สิ่งที่ต้องตามต่อคือนายเปรมชัยสามารถผลัดต่อศาลได้กี่ครั้ง คดียืดเยื้อไปถึงเมื่อไร

“หากกรมอุทยานฯ ตรวจสอบสำนวนคดีแล้วพบว่าฐานความผิดเจตนาฆ่า ล่า สัตว์ป่าหลุด เช่น ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าอาวุธปืนกระบอกใดใช้ยิงเสือดำ หรือใครเป็นผู้เหนี่ยวไกปืน เลวร้ายที่สุดก็คือไม่ยื่นส่งฟ้อง หรือว่าส่งฟ้องแต่เกิดความคลุมเครือจนศาลไม่สามารถพิจารณาได้ เพราะศาลไม่ได้พิจารณาจากข่าวสาร แต่พิจารณาจากสรุปสำนวนที่ส่งไป” ประธานมูลนิธิสืบฯ คาดการณ์สำนวนคดี

ศศิน กล่าวอีกว่า เร็วๆ นี้จะมีเข้าพบ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. เพื่อขอความมั่นใจ หากสำนวนคดีมีความคลุมครือ ท่าทีไม่น่าไว้วางใจ อาจจะต้องขอเปลี่ยนตัวผู้ดูแลคดี หรือขอให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เข้ามา ในส่วนสำนวนที่ออกมาหากกรมอุทยานฯ ตรวจสอบแล้วไม่เป็นที่พอใจ ทางมูลนิธิสืบฯ และเครือข่ายนักอนุรักษ์อาจแสดงออกถึงการไม่ยอมรับการส่งสำนวนฟ้องครั้งนี้

“มีการพูดคุยกับกรมอุทยานฯ อยู่ตลอด ด้านอธิบดีเต็มที่ไม่ปล่อยคดีแน่ อารมณ์ของคนในอุทยานฯ มองว่าเป็นคดีสำคัญ เพราะหากคดีนี้หลุดกระบวนการการทำงานของกรมอุทยานฯ ในการจับผู้กระทำผิด ทำให้เจ้าหน้าที่เสียกำลังใจ ขาดความมั่นใจ” ศศิน กล่าวว่า

ศศิน กล่าวในนามมูลนิธิสืบฯ ว่า การเคลื่อนไหวเริ่มจากไปพบ พล.ต.อ.จักรทิพย์ เพื่อขอความมั่นใจ ซึ่งต้องเป็นภายในเวลาอันใกล้เพื่อขอความมั่นใจ หาก พล.ต.อ.จักรทิพย์ ไม่สามารถให้ความมั่นใจไม่ได้เท่ากับว่าต้องหาคนที่มั่นใจกว่า พล.ต.อ.จักรทิพย์ ไปตามลำดับ

“แต่การเคลื่อนไหวทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับวันที่ 26 มี.ค.นี้ พล.ต.อ.ศรีวราห์ จะส่งสำนวนไปยังอัยการหรือเปล่า และกรมอุทยานฯ จะหยิบมาตรวจสอบสำนวนคดีหรือไม่ ดังนั้นช่วงเดือน เมษายน พฤษภาคม จะเป็นช่วงของการเคลื่อนไหวเรื่องนี้ แต่ใครสามารถทำได้ก็ทำ ส่วนมูลนิธิสืบฯ ทำแน่” ศศิน กล่าว

—– จี้ สนช.แก้กฎหมาย คุมเข้มมากขึ้น —–

เพชร มโนปวิตร รองหัวหน้าฝ่ายสิ่งแวดล้อม องค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (ไอยูซีเอ็น) กล่าวว่า กรณีการล่าสัตว์ที่เกิดขึ้นทำให้เกิดการตื่นตัว มีการลงชื่อรณรงค์ผ่านเว็บไซต์ Change.org มากกว่า 1.3 หมื่นคน โดยมีเป้าหมายเพื่อดำเนินคดีอย่างโปร่งใส และควบคุมถึงช่องว่างหลายประกาศของ พ.ร.บ.สงวน และคุ้มครองสัตว์ป่า 2535 ซึ่งได้มีการยกร่างใหม่ และมีความพยายามที่จะแก้ไข

“ปัญหาหลายๆ อย่าง เช่น การจำคุกไม่เกิน 4 ปี ปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท ซึ่งค่อนข้างจำกัด แต่ พ.ร.บ.ฉบับใหม่ระบุ ตั้งแต่ 2 หมื่น ถึงไม่เกิน 2 ล้านบาท หรือจำคุก 3-10 ปี ซึ่งจะทำให้การลงโทษสอดคล้องและบรรลุมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งถูกจับได้ รับสารภาพ มอบตัวโทษควรเป็นอย่างไร ถูกจับได้ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา พยายามที่ต่อสู้ทุกวิถีทาง มีเจตนาในการไม่ยอมรับผิด ซึ่งโทษควรจะสอดคล้องกับแนวทางในการดำเนินคดี” เพชร กล่าว

รองหัวหน้าฝ่ายสิ่งแวดล้อมรายนี้ กล่าวว่า รายชื่อ 1.3 หมื่นคน มีการเป้าหมายส่งไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพราะ พ.ร.บ. ฉบับใหม่กำลังอยู่ในมือของ สนช. หากมีการหยิบขึ้นมาพิจารณาสามารถทำได้ หากต้องการขยายความหรือไม่อยากให้เสือดำตายฟรี ต้องมองด้วยว่าจะแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างไร ทั้งยังทำให้เจ้าหน้าที่ทำงานง่ายขึ้น ทั้งนี้ พ.ร.บ.ปัจจุบัน ยังไม่มีการคุ้มครองบัญชีสัตว์ป่าไซเตส สัตว์ป่าอพยพใกล้สูญพันธุ์

“กรณีคดีล่าสัตว์ป่าทุ่งใหญ่ฯ กำลังอยู่ในความสนใจของสาธารณชน ซึ่งถือว่าเป็นโอกาสดีควรเสนอให้มีการผลักดันในการแก้ไขกฎหมาย” เพชร กล่าว

สอดคล้องกับ ชลลดา เมฆราตรี ประธานมูลนิธิเดอะวอยซ์ เสียงจากเรา หนึ่งในทีมร่างกฎหมายฉบับใหม่ และผู้เรียกร้อง พ.ร.บ.คุ้มครองสัตว์ ฉบับนี้ว่า พ.ร.บ.คุ้มครองสัตว์ที่ใช้ในปัจจุบันขาดความทันสมัย ขณะนี้ยังมีการเรียกร้องให้แก้ไขกฎหมาย และเพิ่มเติมกฎหมายลูก ซึ่งต้องรอเวลา อย่างไรก็ตามกฎหมายฉบับดังกล่าวไม่ได้ออกมาเพื่อที่จะให้คนรักสัตว์มีความสุขมากยิ่งขึ้น แต่ออกมาเพื่อให้คนที่ไม่รักสัตว์ คนที่กำลังทำไม่ดีไม่มีช่องโหว่ในการกระทำความผิด

“ต้องยอมรับว่า พ.ร.บ.คุ้มครองสัตว์ฉบับนี้ยังบกพร่องอยู่หลายข้อมากๆ โดยเฉพาะเรื่องของสัตว์ป่า เพราะในความเป็นจริงเข้าใจว่ามี พ.ร.บ.คุ้มครองสัตว์สงวนอยู่แล้ว ซึ่งยังไม่ได้มีความชัดเจนอย่างแท้จริง” ชลลดา กล่าว

—– ภาคประชาชนลุยรณรงค์ต่อเนื่อง —–

ภินันทน์ โชติรสเศรณี กลุ่มสตรีจังหวัดกาญจนบุรี กล่าวว่า วันที่ 25 มี.ค.นี้ มีการจัดกิจกรรมครบรอบ 30 ปี ยุติการสร้างเขื่อนน้ำโจน เย็นวันเดียวกันนี้มีวงเสวนา ร่วมแลกเปลี่ยนเรื่องราวเสือดำ กรณีคดีล่าสัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร 2561 บริเวณถนนคนเดินศาลหลักเมือง จ.กาญจนบุรี

ด้าน ปิยะวรรณ ตั้งสกุลสถาพร กลุ่ม A Call for Animal Rights Thailand กล่าวว่า ในส่วนของภาคประชาชนมีการเคลื่อนไหวผ่านทางโซเชียลมีเดีย คือ อินสตาแกรม เฟสบุ๊ค ของเดอะวอยซ์ โดยภาพโพสต์ภาพถ่ายชูมือ และมีกากบาทบนฝ่ามือ แสดงออกถึงการไม่เอาความอยุติธรรม

“ในส่วนของ A Call มีการแสดงในรูปแบบงานศิลปะ สตรีทอาร์ต โดยการร่วมกับศิลปินฝีมือดีที่ตั้งใจจะสร้างงานศิลปะที่จะปลูกจิตสำนึกโดยไม่ถูกลบเหมือนกรณีที่ผ่านมา หากมีการเคลื่อนไหวเกิดขึ้นทางกลุ่ม เครือข่าย และภาคประชาชนพร้อมเข้าร่วม มีการเตรียมเสื้อเป็นที่เรียบร้อย เพราะเราอยากเห็นความยุติธรรม” ปิยะวรรณ กล่าว

- Advertisement -