อีอีซีคึก ‘คณิศ’ ผุดอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ชี้ออกกม.สร้างความมั่นใจ-เอกชนขอบีโอไออื้อ

“คณิศ” แจงคลอด พ.ร.บ.อีอีซี สร้างความเชื่อมั่น การันตีทุกรัฐบาลสานต่อนโยบาย ยืนยันโครงการไม่กระทบสิ่งแวดล้อมเหตุลงทุนในนิคมเดิม ผุด “อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ” สนับสนุนความมั่นคง เชื่อจีดีพีไทยโตแน่ ระบุเอกชนขอบีโอไออื้อ

ดร.คณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) กล่าวในเวที “ไขข้อข้องใจ มองไปข้างหน้า อนาคต EEC” ซึ่งจัดโดยชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม ร่วมกับสำนักงานเพื่อการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (สกรศ.) ว่า สาเหตุที่ต้องจัดทำ พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. … ขึ้น เพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน และแสดงให้เห็นว่าถึงแม้ในอนาคตจะมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลอย่างไร นโยบายอีอีซีก็จะถูกสานต่ออย่างแน่นอน เพราะมีองค์กรต่างๆ ที่ดูแลชัดเจน และกำหนดให้มีคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ซึ่งนายกรัฐมนตรีเป็นประธานโดยตำแหน่ง

ดร.คณิศ กล่าวว่า ยืนยันว่าในอนาคตจะไม่เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมในพื้นที่อีอีซีอย่างแน่นอน เนื่องจากรัฐบาลประกาศพื้นที่การส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมเดิมที่มีอยู่แล้วเท่านั้น ซึ่งเคยผ่านการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมต่างๆ โดยได้เลือกประกาศส่งเสริมในเขตนิคมอุตสาหกรรมที่มีมาตรฐานดี 21 แห่ง จาก 31 แห่งที่มีอยู่เดิม มีพื้นที่เหลือรวมกันกว่า 2 หมื่นไร่ เพียงพอที่จะรองรับการลงทุนของ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย

“5 อุตสาหกรรมเป้าหมายเดิมของเรา อย่างพวกยานยนต์ ก็จะมุ่งไปที่ยานยนต์ไฟฟ้า กลุ่มอิเลกทรอนิกส์ก็จะมุ่งไปทางระบบอินเตอร์เนท IoT ส่วน 5 อุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ ก็จะมีอย่างอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ ดิจิทัล จะเห็นได้ว่าพวกนี้ไม่ใช่ธุรกิจหรืออุตสาหกรรมที่จะไปทำลายสิ่งแวดล้อม” ดร.คณิศ กล่าว

ดร.คณิศ กล่าวอีกว่า นอกจากการลงทุน 10 อุตสาหกกรรมเป้าหมายในอีอีซีแล้ว ยังมีอีกหนึ่งอุตสาหกรรมซึ่งนับเป็นประเภทที่ 11 คืออุตสาหกรรมป้องกันประเทศ โดยการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเสริมและสนับสนุนด้านความมั่นคง เนื่องจากรูปแบบสงครามในอนาคตจะเปลี่ยนเป็นทางไซเบอร์ มีการใช้เทคโนโลยี อินเตอร์เนท โดรนสอดแนมเข้ามามากขึ้น ดังนั้นอุตสาหกรรมและการวิจัยในอีอีซีเหล่านี้จะช่วยสนับสนุน และเพิ่มขีดความสามารถให้กับกองทัพได้

“ถ้าไม่มีอีอีซี ประเทศไทยจะยังคงอยู่ที่การเติบโต 3% ต่อปี แต่อีอีซีจะทำให้เศรษฐกิจไทยโตเพิ่มอีก 2% ต่อปี ขณะที่ตัวเลขการมาขอลงทุนบีโอไอในปี 2559 ประมาณ 2 แสนล้านบาท ปี 2560 ขยับขึ้นมาเป็น 3 แสนล้านบาท และปีนี้ก็จะมากกว่านั้นเพราะ พ.ร.บ.เสร็จแล้ว ซึ่งนักลงทุนจากจีน ยุโรป หรืออเมริกาก็กำลังรออยู่” ดร.คณิศ กล่าว

ดร.คณิศ กล่าวอีกว่า ปัจจุบันทั่วประเทศมีคนที่จบปริญญาตรีแล้วว่างงานประมาณ 30% ส่วนในพื้นที่สามจังหวัดอีอีซีมี 32% แต่ขณะเดียวกันภาคธุรกิจที่นี่กลับขาดแคลนแรงงานกว่า 5 หมื่นตำแหน่ง ดังนั้นอีอีซีจะนำเอาคนที่มีอยู่แล้วมาเดินให้ถูกทาง เมื่อพื้นที่มีโครงสร้างพื้นฐานครบ มีความเชื่อมโยงต่างๆ เกิดขึ้น ต่อไปคนในรุ่นหน้าจะตัดสินใจว่าจะไปที่กรุงเทพมหานครมา หรือมาอยู่ที่อีอีซี

พล.ร.ต.ลือชัย ศรีเอี่ยมกูล ผู้อำนวยการการท่าอากาศยานอู่ตะเภา กล่าวว่า สำหรับโครงการในสนามบินอู่ตะเภาที่จะเกี่ยวข้องกับอีอีซี ประกอบด้วยรันเวย์เส้นที่สอง อาคารเทอมินอล ศูนย์ซ่อมอากาศยานขนาด 570 ไร่ คลังสินค้าและลานจอดเฉพาะเครื่องบินสินค้า รวมถึงศูนย์ฝึกบุคลากรด้านการบิน เพื่อตอบสนองการเติบโตของการบินและการซ่อมอากาศยาน โดยสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วคือการว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาสำรวจออกแบบพื้นที่และข้อมูลที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เป็นแผนแม่บท

“การศึกษาได้ลงนามเมื่อวันที่ 29 ธ.ค.60 ใช้เวลาประมาณ 1 ปี คือสิ้นปีนี้แผนงานสมบูรณ์จะแล้วเสร็จ แต่ขณะเดียวกันเมื่อได้ร่างคร่าวๆ ในระหว่างนี้ก็จะนำไปจ้างออกแบบพิมพ์เขียวของแต่ละโครงการ และศึกษานิติกรรมการร่วมทุนระหว่างรัฐกับเอกชน เพราะต้องใช้เงินก้อนโตเป็นแสนล้าน ซึ่งก็จะได้คำตอบพอดีกับที่พิมพ์เขียวเสร็จ แล้วจะมีการคัดเลือกผู้ร่วมทุนประมาณปลายปี โดยการลงทุนจะเกิดขึ้นปีหน้า และการก่อสร้างจะให้ไปเสร็จพร้อมกันประมาณปี 2565-2566 ตามเป้าหมาย” พล.ร.ต.ลือชัย กล่าว

น.ส.นลินี กาญจนามัย ผู้อำนวยการสำนักงานท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด กล่าวว่า สำหรับแผนพัฒนาท่าเรือมาบตาพุดเฟส 3 มีการดำเนินมาตั้งแต่ปี 2558 และเมื่อมีโครงการอีอีซีก็จะเป็นส่วนประกอบหนึ่งที่มีความสำคัญในการเป็นช่องทางออกของสินค้า โดยจะมีการขยายเพิ่มประมาณ 1,000 ไร่ เพื่อใช้รองรับท่าเรือของเหลว ท่าเรือก๊าซ และท่าเรือบริการ ที่จะเพิ่มขึ้นอีก 20 ล้านตันต่อปี โดยขณะนี้ได้ผ่านรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ค.3 และอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการผู้ชำนาญการ (คชก.)

- Advertisement -