กลุ่มกรีนพีซ บุกจี้นายกฯจัดการมลพิษ PM2.5 ส่งมอบนาฬิกาฝุ่นละออง-แสดงวิกฤติเร่งด่วน

“กรีนพีซ” เข้ายื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี จี้ 8 มาตรการแก้ไขปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 พร้อมมอบนาฬิกาตัวแทนความเร่งด่วน

กลุ่มนักกิจกรรมกรีนพีซ เข้ายื่นจดหมายเปิดผนึกถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 22 ก.พ.2561 เรียกร้องให้รัฐบาลจัดการวิกฤตฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) พร้อมส่งมอบนาฬิกาทรายบรรจุฝุ่นที่เก็บรวบรวมจากพื้นที่ปนเปื้อนมลพิษ ทั้งในกรุงเทพมหานคร (กทม.) และหลากหลายจังหวัด ให้กับตัวแทนนายกรัฐมนตรี เพื่อเป็นสัญลักษณ์ถึงความเร่งด่วนของวิกฤตมลพิษทางอากาศ

สำหรับเนื้อหาในจดหมายเปิดผนึก ได้เรียกร้องให้รัฐบาลลงมือทำตามวิสัยทัศน์อากาศสะอาดเพื่อเราทุกคน (Safe Air for All) ที่ตั้งไว้ในร่างแผนยุทธศาสตร์การจัดการคุณภาพอากาศ 20 ปี ประกอบด้วย 1.ยกระดับดัชนีคุณภาพอากาศให้ทันสมัย โดยกำหนดให้ PM2.5 เป็นหนึ่งในการคำนวณดัชนีคุณภาพอากาศ 2.กำหนดค่ามาตรฐาน PM2.5 และปรอทจากแหล่งกำเนิดที่อยู่กับที่ (Stationery Sources) รวมถึงตรวจวัดและรายงานการปล่อยจากปล่องโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิล

3.ตั้งเป้าหมายลดการสัมผัส PM2.5 ในบรรยากาศทั่วไปของกลุ่มประชากรลงอย่างน้อย 30% ภายในระยะเวลา 20 ปี 4.เพิ่มเป้าหมายลดอัตราการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากมลพิษทางอากาศ ให้เป็นตัวชี้วัดในแผนยุทธศาสตร์ 5.กำหนดมาตรการดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายอาเซียนปลอดหมอกควัน HAZE-FREE 2020 อย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรม 6.ทบทวนตัวชี้วัดและค่าเป้าหมายการจัดการคุณภาพอากาศ ที่ระบุไว้ในร่างแผนยุทธศาสตร์ฯ ซึ่งละเลยตัวชี้วัดความเข้มข้น PM2.5

7.เชื่อมโยงกฎหมาย นโยบาย กลไกการแปลงแผนและขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ เข้ากับผลกระทบด้านสุขภาพจากมลพิษทางอากาศ 8.ให้แผนยุทธศาสตร์ฯ คำนึงถึงการดำเนินมาตรการในข้อ 8 ของอนุสัญญามินามาตะว่าด้วยปรอท ที่มุ่งเน้นถึงการควบคุมและลดการปล่อยปรอทออกสู่บรรยากาศ จากแหล่งกำเนิดที่มีจุดกำเนิดแน่นอน (point sources) ตามรายการที่ระบุไว้ในภาคผนวก D ของอนุสัญญาฯ เช่น โรงไฟฟ้าถ่านหิน เตาเผาขยะ โรงงานผลิตปูนซีเมนต์

นายธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการประจำประเทศไทย กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า สิ่งสำคัญคือนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติโดยตำแหน่ง จะต้องสั่งการให้กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ยกระดับดัชนีคุณภาพอากาศ PM2.5 และระบบการรายงานคุณภาพอากาศที่ทันสมัยโดยทันที และเสนอแผนปฏิบัติการที่หนักแน่นและจริงจังเพื่อจัดการกับวิกฤตมลพิษ PM 2.5 เพื่อปกป้องสุขภาพประชาชน ไม่ใช่ยื้อเวลาออกไป

นายธารา กล่าวว่า จากการจัดลําดับเมืองที่เผชิญกับมลพิษ PM2.5 ในประเทศไทยของกรีนพีซ ตั้งแต่ปี 2558 ถึงปัจจุบัน พบว่าคุณภาพอากาศในพื้นที่เมืองยังอยู่ในระดับแย่ และมีแนวโน้มแย่ลงอย่างต่อเนื่อง โดยพื้นที่เมืองส่วนใหญ่รวมถึง กทม. มีความเข้มข้น PM2.5 เฉลี่ยรายปีเกินเกณฑ์มาตรฐานของประเทศไทย ขณะที่ทุกเมืองมีความเข้มข้น PM2.5 เฉลี่ยรายปีเกินระดับที่กำหนดโดยองค์การอนามัยโลก (WHO)

“ในช่วงวันที่ 1 ม.ค. – 21 ก.พ. ที่ผ่านมา กรุงเทพมหานครได้รับผลกระทบจากมลพิษทางอากาศที่เลวร้ายที่สุด โดยในจำนวนรวม 52 วัน บางพื้นที่มีความเข้มข้นของ PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมง เกินค่ามาตรฐานตามข้อกำหนดขององค์การอนามัยโลกถึง 40 วัน” นายธารา กล่าว

ทั้งนี้ จากการวิเคราะห์ข้อมูลล่าสุดใน State of Global Air ระบุว่า PM2.5 ได้ก่อให้เกิดการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรในประเทศไทยประมาณ 37,500 คน ในปี 2558 และจากผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ร่วมกับกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ระบุว่าจนถึงปี 2554 มลพิษทางอากาศรวมถึง PM2.5 จากโรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีอยู่ในประเทศไทย เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของประชากรประมาณ 1,550 คนต่อปี และอาจเพิ่มขึ้นถึง 5,300 คนต่อปี