การประกาศอดอาหารเพื่อคัดค้านการก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา จ.สงขลา และ โรงไฟฟ้ากระบี่ จ.กระบี่ บริเวณหน้าสำนักงานองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ถ.ราชดำเนิน ของชาวบ้านในนามเครือข่ายปกป้องสองฝั่งทะเลกระบี่-เทพา ยุติโรงไฟฟ้าถ่านหิน สิ้นสุดลงเมื่อช่วงเช้าของวันที่ 20 ก.พ.2561

ระยะเวลารวม 9 วัน คิดเป็น 176 ชั่วโมง

บทสรุปจากการเคลื่อนทัพเข้ากรุงเทพเพื่อปักหลักเรียกร้อง คือการลงนามใน “สัญญาสงบศึก” (ชั่วคราว) ระหว่างแกนนำชาวบ้าน และ ศิริ จิระพงษ์พันธ์ รมว.พลังงาน

น่าสนใจว่า อะไรที่ทำให้คนระดับรัฐมนตรียินยอมเดินทางมาร่วมลงนามด้วยตัวเอง !!?

ตามความตั้งใจเดิมแล้ว เครือข่ายชาวบ้านต้องการทุบหม้อข้าวบุกทำเนียบรัฐบาลในเช้าวันที่ 20 ก.พ.2561 ซึ่งเป็นวันประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)

แกนนำชาวบ้านได้หารือกันช่วงกลางดึกของวันที่ 19 ก.พ.2561 หรือ 1 วันก่อนดีเดย์เคลื่อนขบวน และมีมติเห็นพ้องร่วมกันว่า จะยกระดับการชุมนุมเพื่อกดดันรัฐบาลด้วยวิธี “อหิงสา-อารยะขัดขืน”

“เราตกลงกันว่าจะไปกันแบบสงบ ไม่พูด ไปแบบสงบนิ่งจริงๆ แล้วก็จะมัดข้อมือของทุกคนติดกันไว้ เดินไปเป็นขบวนเพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ว่าเราเป็นผู้ถูกกระทำมาโดยตลอด” หนึ่งในแกนนำเครือข่ายปกป้องสองฝั่งทะเลกระบี่-เทพาฯ ระบุ

แกนนำรายเดียวกันนี้ ยืนยันว่า ชาวบ้านพร้อมเดิมพันการต่อสู้ด้วยชีวิต และทุกคนเตรียมใจที่จะเข้าคุกแล้ว ฉะนั้นหากเดินขบวนไปแล้วถูกจับก็จะยอมให้จับกันทุกคน

เมื่อได้แนวทางการเคลื่อนไหวอย่างชัดเจน เครือข่ายชาวได้ทำการ “สื่อสาร” สาระสำคัญของการเคลื่อนไหวกับ “ผู้แทนรัฐบาล” ในคืนนั้นทันที

ระยะเวลาผ่านไปราวๆ 2 ชั่วโมง ซึ่งตรงกับเวลา 2 นาฬิกาเศษ มี “สัญญาณ” ตอบกลับจากเลขหมายที่ได้เรียกไป โดยคำยืนยันจากปากคนในรัฐบาลก็คือพร้อมจะเจรจาเพื่อแลกกับการยุติการชุมนุม

“เรายื่นข้อเสนอไปว่าต้องเป็นบุคคลระดับสูงและมีอำนาจในการตัดสินใจในเรื่องนี้เท่านั้น” แกนนำชาวบ้าน ระบุ

แน่นอนว่าท่าทีและจุดยืนของเครือข่ายชาวบ้านเป็นเรื่องที่รัฐบาลรับรู้มาโดยตลอด เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เครือข่ายปกป้องสองฝั่งทะเลกระบี่-เทพาฯ ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือไปแล้วหลายครั้ง

ฉะนั้นการสื่อสารในช่วงกลางดึกจึงเป็นไปเพื่อบอกกล่าวถึงการเคลื่อนไหวอย่างตรงไปตรงมา

“เขาก็ส่งสัญญาณกลับมาว่าเราอย่าเพิ่งเคลื่อนขบวนไป แต่จะมีคนระดับรัฐมนตรีมาหาเอง ซึ่งเราก็เห็นตรงกันว่าเป็นเรื่องที่ดีกับทุกฝ่าย แต่หากเขาไม่จริงใจ เขาไม่มา เราก็จะเดินไปหาเขาเหมือนเดิม” แกนนำชาวบ้านอีกราย ระบุ

ข้อตกลงเพื่อ “สงบศึก-พักรบชั่วคราว” นั้น ในแง่หนึ่งเรียกได้ว่าเป็นชัยชนะของชาวบ้านที่สามารถทำให้ข้อเรียกร้องปรากฏเป็นรูปธรรมได้สำเร็จ แต่ในอีกแง่หนึ่งก็ถือว่าเป็นการ “ซื้อเวลา” ของรัฐบาลออกไปเฉกเช่นที่แล้วมา

นั่นเพราะรัฐบาลไม่ได้บอกว่าจะยกเลิกโครงการตามข้อเรียกร้อง แต่ก็ได้ให้สัญญาลูกผู้ชายว่าจะทำการศึกษาร่วมกันกับชาวบ้าน

“เราก็มีการสื่อสารในเชิงหลักการก่อน รัฐบาลโดยท่านรัฐมนตรีก็บอกว่าท่านไม่สามารถที่จะพูดคำว่ายกเลิกได้ในเวลานี้ เขาก็ถามว่าเราสามารถลดเงื่อนไขของเราลงมาได้หรือไม่ ซึ่งเราก็ได้ยืนยันในจุดยืนไปว่าเราได้ขนาดไหน ส่วนที่เหลือให้มาพูดคุยกันในรายละเอียดตอนเช้า” แกนนำชาวบ้าน อ้างถึงการเจรจากับตัวแทน รมว.พลังงาน

ที่สุดแล้ว บทสรุปมีด้วยกัน 4 ข้อ ได้แก่ 1.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ต้องถอนรายงาน EHIA ของทั้งสองโครงการออกจากการพิจารณาของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ภายใน 3 วัน

2.ต้องร่วมกันจัดทำรายงานผลกระทบเชิงยุทธศาสตร์ (SEA) และหากผลการศึกษาได้ข้อสรุปว่าไม่เหมาะสม ต้องยกเลิกโครงการทันที 3.หากผลการศึกษา SEA ชี้ว่าโครงการเหมาะสมจะต้องมีคนกลางที่ทั้งสองฝ่ายรับได้เป็นผู้จัดทำ EHIA 4.ให้คดีความระหว่าง กฟผ.และเครือข่ายชาวบ้านเลิกแล้วต่อกัน

อย่างไรก็ดี น้ำหนักสำคัญที่ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องออกโรงสั่งการให้ผู้ที่เกี่ยวข้องรีบ “จบ” เรื่องนี้ให้เร็วที่สุด น่าจะเป็นเพราะมีการประชุมใหญ่ในวันที่ 21-23 ก.พ.2561

“นายกฯ ต้องการให้จบเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด เพราะถ้าม็อบเคลื่อนไปงานประชุมที่ยูเอ็นคงไม่ดีแน่” แหล่งข่าว ระบุ

ทั้งนี้ ในวันดังกล่าวจะมีการประชุมเตรียมความพร้อมเพื่อสนับสนุนการทบทวนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ข้อ 7 (พลังงานสะอาดที่ทุกคนเข้าถึงได้) ณ องค์การสหประชาชาติ โดยมีประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ และมีตัวแทนหลากหลายชาติเข้าร่วม

อย่างไรก็ดี ในช่วงเย็นของวันที่ 20 ก.พ.2561 พล.อ.ประยุทธ์ ได้สั่งการให้ผู้บริหาร กฟผ.เข้าไปรับมอบนโยบาย โดยล่าสุด อนุชาติ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้ว่าการชุมชนสัมพันธ์และสิ่งแวดล้อมโครงการ กฟผ. ได้ให้สัมภาษณ์ว่า กฟผ.พร้อมจะถอน EHIA โครงการโรงไฟฟ้าเทพา ซึ่งขณะนี้อยู่ในชั้นการของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมออกจากการพิจารณา

- Advertisement -