คพ.เผยค่าฝุ่น PM2.5 ยังเกินมาตรฐานต่อเนื่อง ภาคปชช.จี้ประกาศ กทม.เป็นเขตควบคุมมลพิษ

คพ.แจงสถานการณ์ PM 2.5 ยังเกินค่ามาตรฐานต่อเนื่อง ด้าน “ศรีสุวรรณ” จี้ กก.วล.ประกาศให้ กทม.เป็นเขตควบคุมมลพิษ

กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ประกาศรายงานสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM 2.5) ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) ประจำวันที่ 15 ก.พ.2561 พบว่าตรวจวัดได้ระหว่าง 51-84 มคก./ลบ.ม. ใน 6 สถานี ซึ่งเกินเกณฑ์มาตรฐานที่ 50 มคก./ลบ.ม. โดยปริมาณฝุ่นละอองมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น จากการพยากรณ์สภาพอากาศของกรมอุตุนิยมวิทยา

ทั้งนี้ คพ.ได้ประกาศให้ประชาชนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ ผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจ ผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด ที่อยู่อาศัยหรือต้องเข้าในพื้นที่ที่ฝุ่นละอองเกินมาตรฐาน หากจำเป็นต้องออกจากอาคาร ควรใส่หน้ากากอนามัย และหากมีอาการผิดปกติควรรีบพบแพทย์

นางสุณี ปิยะพันธุ์พงศ์ อธิบดี คพ. เปิดเผยว่า ได้มีการประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กทม. กรมควบคุมโรค กรมอนามัย กรมอุตุนิยมวิทยา กองบังคับการตํารวจจราจร กรมการขนส่งทางบก องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาค 6 (นนทบุรี) และผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อกำหนดมาตรการเร่งด่วนในแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 และมาตรการป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพ

ทั้งนี้ จะมีการเฝ้าติดตามตรวจสอบและแจ้งเตือนสถานการณ์ผ่านช่องทางต่างๆ การให้ความรู้ความเข้าใจกับสื่อมวลชนและประชาชน ควบคุมและลดมลพิษจากยานพาหนะโดยเพิ่มจุดตรวจจับรถควันดำและบังคับใช้กฎหมาย การเข้มงวดตรวจสภาพรถโดยสาร ในส่วนของ กทม.ได้มุ่งเน้นการลดมลพิษจากการจราจร การลดฝุ่นละอองจากการก่อสร้าง การเผา และกิจกรรมต่างๆ รวมถึงการเพิ่มพื้นที่สีเขียวและเพิ่มความถี่ในการทำความสะอาดถนน

ขณะเดียวกัน นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 14 ก.พ.2561 เรียกร้องให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กก.วล.) ประกาศให้ กทม.เป็นเขตควบคุมมลพิษ ภายหลังที่มีคุณภาพอากาศเกินมาตรฐานหลายครั้งอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะค่าฝุ่นละออง PM 2.5 อันจะส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว และทำลายสุขภาพของประชาชนในระยะยาว

แถลงการณ์ดังกล่าว ได้ระบุให้ กก.วล.ใช้อำนาจตามมาตรา 59 แห่ง พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 เพื่อที่ กทม.จะได้มีอำนาจหน้าที่ในการจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อลดและขจัดมลพิษตามมาตรา 60 และรัฐบาลกลางจะได้สนับสนุนงบประมาณในการแก้ไขปัญหามลพิษให้สำเร็จลงได้ โดยภาคประชาชนจะได้มีส่วนร่วมในการช่วยกันลดมลพิษตามที่กฎหมายกำหนดด้วย

นอกจากนี้แถลงการณ์ยังระบุถึงข้อสังเกตว่า จังหวัดปริมณฑลรอบพื้นที่ กทม. เช่น สมุทรปราการ ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรสาคร และนครปฐม ล้วนถูกประกาศให้เป็นเขตควบคุมมลพิษมานานตั้งแต่ปี 2537-2538 แต่พื้นที่ กทม.ซึ่งมีแหล่งกำเนิดมลพิษมากกว่าหลายเท่า กลับไม่ถูกหยิบยกกรณีปัญหาต่างๆ มาเพื่อประกาศเป็นเขตควบคุมมลพิษ จึงเกิดข้อสงสัยว่า กก.วล.เกรงใจผู้ประกอบการ นายทุนหรือไม่

“สมาคมฯ จึงใคร่ขอเรียกร้องให้ กก.วล. ใช้อำนาจในการประกาศให้พื้นที่ กทม.เป็นเขตควบคุมมลพิษโดยเร็ว หากคณะกรรมการทั้งหลายยังรักและเป็นห่วงในสุขภาพอนามัยของประชาชน ที่ต้องทนทุกข์อยู่ในโดมมลพิษของ กทม.ขณะนี้” ส่วนหนึ่งของแถลงการณ์ระบุ

ทั้งนี้แถลงการณ์ยังได้ระบุว่า ปัจจัยหลักของปัญหาฝุ่นละอองมีหลายประการ เช่น การเผาฟางข้าวหลังเก็บเกี่ยวในบริเวณพื้นที่รอบ กทม. โครงการก่อสร้างอาคารสูง การก่อสร้างรถไฟฟ้า ถนน ที่ขาดมาตรฐานการควบคุมฝุ่นละอองตามที่กำหนด แต่ที่สำคัญคือไอเสียจากยานยนต์ทุกชนิดใน กทม.ที่มีสะสมมากกว่า 9.8 ล้านคัน ไม่นับรวมรถที่จดทะเบียนรอบปริมณฑลแต่นำเข้ามาขับขี่ในพื้นที่ กทม.อีกจำนวนมหาศาล

- Advertisement -