ต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา The Guardian สำนักข่าวอังกฤษ ร่วมกับ Global Witness องค์กรรณรงค์เพื่อความโปร่งใส เปิดเผยข้อมูลตัวเลขผู้เสียชีวิตหรือถูกฆาตกรรมจากการเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อสิ่งแวดล้อมประจำปี 2017 จากการเก็บข้อมูลอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2015

เฉพาะปี 2017 มีนักเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อมทั่วโลกถูกสังหารไปแล้วทั้งหมด 197 ราย เฉลี่ยสัปดาห์ละ 4 ราย นักเคลื่อนไหวจากประเทศบราซิลมีผู้เสียชีวิตสูงสุดคือ 46 ราย รองลงมาคือฟิลิปปินส์จำนวน 41 ราย และโคลัมเบีย 31 ราย โดยสาเหตุที่พวกเขาถูกฆาตกรรมมากที่สุดคือ การต่อต้านธุรกิจการเกษตรต่างๆ และการขุดเหมืองแร่

ขณะที่ Global Witness เชื่อว่ายังมีความตายของนักปกป้องสิ่งแวดล้อมอีกจำนวนมากที่ถูกปกปิดหรือไม่ได้รับการรายงาน

ความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นนั้นมีสาเหตุมาจากเศรษฐกิจโลกที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังระบุอีกว่า ความยุติธรรมเป็นของหายากในพื้นที่ที่มีความรุนแรงสูง โดยเฉพาะที่ละตินอเมริกาซึ่งมีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ตรงข้ามกับอำนาจทางกฎหมายหรือกฎหมายสิ่งแวดล้อมที่แทบไม่ถูกบังคับใช้จริง

วิธีการสังหารนักสู้ ส่วนใหญ่แล้วนักฆ่าจะถูกจ้างวานจากนักการเมืองหรือผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ แม้จะมีหลักฐานมัดตัวแน่นหนา แต่สุดท้ายฆาตกรเหล่านั้นก็จะไม่ถูกดำเนินการทางกฎหมายใดๆ

เลวร้ายกว่านั้น หากนักสู้เพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมมาจากครอบครัวที่ยากจนหรือชุมชนท้องถิ่น ก็มักถูกภาครัฐเพ่งเล็งหรือตีตราว่าเป็นอาชญากร โดยที่ครอบครัวของพวกเขาไม่อาจเรียกร้องความยุติธรรมหรือหาหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความจริงจากเหตุฆาตกรรมได้เลย

เหตุแห่งการฆาตกรรม

#1 ธุรกิจการเกษตร

เนื่องจากความต้องการทางตลาดที่สูงขึ้นต่อเนื่อง สร้างแรงกดดันให้ชาวบ้านในพื้นที่ต้องละทิ้งที่ดินของตัวเอง เช่น บราซิล โดยเฉพาะการตัดไม้ทำลายป่าในพื้นที่ความตึงเครียดรอบอะเมซอน ส่งผลให้นักสู้เพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมถูกฆาตกรรมไปแล้ว 46 คน

โคลัมเบีย ความขัดแย้งเรื่องปฏิรูปที่ดินที่ยืดเยื้อยาวนานมาหลายศตวรรษระหว่างรัฐบาลและกบฏฟาร์ก (FARC) ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 32 คน แม้จะมีการลงนามในสนธิสัญญาสงบศึกไปเมื่อ 2015 แล้วก็ตาม

ฟิลิปปินส์ หนึ่งเดียวในทวีปเอเชียที่มีจำนวนนักสู้เพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมเสียชีวิตถึง 41 คน กุญแจสำคัญที่ทำให้ที่แห่งนี้เต็มไปด้วยอันตรายสำหรับนักสู้เพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมคือ นโยบายที่แข็งกร้าวของประธานาธิบดี โรดรีโก ดูแตร์เต

ดังเหตุการณ์เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2017 ทหารได้สังหารชาวบ้านจำนวน 8 คน ที่บริเวณทะเลสาบเซบู (Lake Sebu) เนื่องจากพวกเขาไม่เห็นด้วยกับการสร้างเหมืองถ่านหินและไร่กาแฟ แต่ทางรัฐบาลอ้างว่าพวกเขาเสียชีวิตจากการสู้รบกับกลุ่มกบฏ ไม่ใช่ฝีมือทหาร

#2 เหมืองแร่

เมื่อความต้องการวัตถุดิบก่อสร้างเติบโตอย่างรวดเร็ว ทำให้อุตสาหกรรมกลุ่มนี้หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดความขัดแย้ง ความหิวกระหายแร่อย่างหนักได้เปลี่ยนเทือกเขาแอนดีส (Andes) ซึ่งเป็นเทือกเขาที่ยาวที่สุดในโลกพาดผ่าน 6 ประเทศ ได้แก่ โคลัมเบีย เอกวาดอร์ เปรู โบลิเวีย อาร์เจนตินา และชิลี ให้กลายเป็น “เขตสงคราม” ระหว่างชาวบ้านในพื้นที่กับกลุ่มเจ้าของสัมปทานเหมืองแร่ทองแดงใน Las Bambas ประเทศเปรู และเจ้าของถ่านหินใน El Cerrejon ประเทศโคลอมเบีย

#3 การค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมาย

สำหรับแอฟริกา ภัยอันตรายที่สุดของนักสู้เพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมคือ ขบวนการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมายและพรานเถื่อน โดยเฉพาะที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก เช่น กรณีการซุ่มโจมตีเจ้าหน้าที่อุทยาน 4 คน และอีก 1 ผู้สื่อข่าว เสียชีวิตในเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าโอคาพี (Okapi) โดยกลุ่มกบฏท้องถิ่น Mai Mai เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2017

ความตายต้องไม่สูญเปล่า

ใช่ว่าประเด็นเหล่านี้จะเงียบหายไปเพียงเพราะรัฐบาลเพิกเฉยหรือมองไม่เห็น ตัวอย่างเช่น ฟิลิปปินส์ เดือนธันวาคมปี 2017 ที่ผ่านมา ภาคประชาสังคมและองค์กรระหว่างประเทศกว่า 116 แห่ง 25 ประเทศทั่วโลก ได้ออกแถลงการณ์ร่วมกันว่า “การปกป้องสิ่งแวดล้อมไม่ใช่อาชญากรรม” (It is not a crime to defend the environment) เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลดูแตร์เตยุติการสังหารนักสิ่งแวดล้อม รวมถึงผลักดันประเด็นสิทธิสิ่งแวดล้อมให้เข้มข้นมากขึ้น

เบน เลธเธอร์ (Ben Leather) เจ้าหน้าที่โครงการอาวุโสของ Global Witness แสดงความคิดเห็นต่อสถานการณ์ดังกล่าวว่า

“สถานการณ์ในพื้นที่จะยังคงรุนแรงต่อไป ตราบจนกว่าชุมชนจะมีสิทธิ์หรือมีส่วนร่วมในการตัดสินใจใช้ที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติของพวกเขา ใครที่เปิดปากพูดจะต้องเผชิญกับการถูกข่มขู่ คุกคาม คุมขัง หรือฆาตกรรม”

อย่างไรก็ตาม เขายังคงมีความหวังว่าการที่สื่อหันมาพูดเรื่องนี้จะเป็นแรงผลักดันให้รัฐบาลหรือบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีส่วนร่วมต่อการรับผิดชอบหันมามีจิตสำนึกต่อโลกหรือใส่ใจต่อวิกฤติที่มีอยู่เพิ่มมากขึ้น คล้ายคลึงกับท่าทีของจอห์น น็อกซ์ (John Knox) ผู้เสนอรายงานการประชุมด้านสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม ที่ระบุว่า รายงานชิ้นนี้จะทำให้หลายๆ ประเทศหันมาให้ความสำคัญกับประเด็นดังกล่าวมากขึ้น รวมถึงสื่อต้องมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมความโปร่งใส

“นักสิ่งแวดล้อมเผชิญกับอันตรายมายาวนานหลายปี แต่ประเด็นนี้ถูกทำให้เด่นชัดขึ้นเมื่อข้อมูลของ Global Witness และสำนักข่าว the Guardian ถูกเผยแพร่ออกมา หลังจากนี้มีความเป็นไปได้ว่าเราจะได้เห็นสาเหตุเบื้องหลังและปัจจัยความเสี่ยงต่างๆ รวมถึงความล้มเหลวของรัฐในการปกป้องประชาชนจากภัยคุกคามและความรุนแรงอีกด้วย ผมคิดว่ามีสัญญาณบางอย่างว่ารัฐบาลในหลายประเทศเหล่านี้กำลังเริ่มตอบสนองต่อความสนใจประเด็นดังกล่าวในระดับสากลเพิ่มขึ้น”

ที่มา:
https://goo.gl/WrHP8P
https://goo.gl/itLhpB

- Advertisement -