ความคืบหน้าคดีมหาเศรษฐีบริษัทรับเหมาพร้อมพวกรวม 4 คน ถูกจับกุมข้อหาล่าสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก จ.กาญจนบุรี และถูกควบคุมตัวตั้งแต่วันที่ 5 ก.พ. 2561 ก่อนได้รับการประกันตัวไปในภายหลัง มีความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง

ตลอดช่วงเช้าของวันที่ 7 ก.พ. 2561 ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) พร้อมด้วยตำรวจภูธรภาค 7 เจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช (อส.) ได้ขออนุมัติศาลเพื่อออกหมายค้นบ้านของนายเปรมชัย กรรณสูต ภายในซอยศูนย์วิจัย 3 แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร รวมทั้งสิ้น 3 หลัง

หลังเข้าตรวจค้นนานกว่า 3 ชั่วโมง พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ได้พบอาวุธปืนจำนวน 40 กระบอก ประกอบด้วยปืนยาว 38 กระบอก และปืนสั้น 2 กระบอก พร้อมเครื่องกระสุน จึงอายัดอาวุธปืนทั้งหมดไว้ให้เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานนำไปตรวจสอบทะเบียนการครอบครอง รวมถึงดีเอ็นเอลายนิ้วมือเพื่อหาความเชื่อมโยง

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ยังพบงาช้าง 2 คู่ ซึ่งถูกอ้างว่ามีใบอนุญาตครอบครองถูกต้อง แต่ไม่มีสติ๊กเกอร์ติดอยู่ จึงต้องยึดให้ อส.ตรวจสอบว่าเป็นงาช้างชิ้นเดียวกันกับที่ขอใบอนุญาตไว้หรือไม่

“ส่วนตัวมองว่าหลักฐานแวดล้อมในขณะนี้ ชัดเจนว่านายเปรมชัยมีพฤติการณ์เป็นคนชอบล่าสัตว์ เนื่องจากปืนยาวส่วนใหญ่คล้ายกับอาวุธปืนที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร และในมุมของนักสืบก็มองว่า มีเจตนาเข้าไปล่าสัตว์ชัดเจน เพราะไม่มีการเตรียมเสบียงอาหาร ซึ่งในทางสำนวนต้องรวบรวมพยานหลักฐานอีกครั้ง แต่หากนายเปรมชัยจะอ้างว่าไม่ได้เป็นผู้ลงมือยิง ก็ให้ไปต่อสู้ในชั้นศาล” พล.ต.อ.ศรีวราห์ ระบุ

ด้าน พ.ต.อ.สุวัฒน์ อินทสิทธิ์ รองผู้บังคับการ บก.ปทส. ระบุว่า ในบ้านของนายเปรมชัยนั้นพบเพียงภรรยา ซึ่งไม่ให้การว่านายเปรมชัยอยู่ที่ใดหรือให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับคดี จากการสอบถามระบุเพียงว่า นายเปรมชัยเป็นคนรักธรรมชาติ มีกิจกรรมเดินป่าบ่อยครั้ง แต่ตัวภรรยาไม่เคยไปด้วย

ภายในวันเดียวกัน ได้มีการตรวจค้นบ้านพักของผู้ต้องหาในคดีทั้งหมด 4 คน ที่ จ.กาญจนบุรี นนทบุรี ราชบุรี นครราชสีมา และกรุงเทพฯ รวม 6 จุด ซึ่งนอกจากบ้านของนายเปรมชัยแล้วไม่พบสิ่งผิดกฎหมายแต่อย่างใด

ความเคลื่อนไหวยังมีไปถึงบุคคลในทำเนียบรัฐบาลที่ต่างออกมาระบุเป็นเสียงเดียวกันว่าจะดำเนินการอย่างเต็มที่ เริ่มด้วยนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่า เป็นสิ่งที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ในยุคนี้ ซึ่งเมื่อเป็นอย่างนี้ก็ต้องดำเนินคดีไปตามกฎหมาย และดีแล้วที่สื่อติดตามเสนอข่าว ถือว่าชัดเจนมาก

“อย่างน้อยชาวบ้านได้ความรู้ว่ามันเสี่ยงต่อการผิดข้อหาอะไรบ้าง และถือเป็นบทเรียนสำหรับคนที่จะไปทำแบบนี้ จะรู้ว่าการล่าสัตว์ในป่าสงวนหรือในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าไม่ได้ผิดแค่นี้ แต่ยังผิดอีกหลายเรื่อง ทั้งผิด พ.ร.บ.อาวุธปืน พ.ร.บ.ป่าสงวน พ.ร.บ.สงวนรักษาพันธุ์สัตว์ป่า” รองนายกรัฐมนตรี กล่าว

นายวิษณุ ยังบอกด้วยว่า ในประเด็นดังกล่าวคงไม่มีใครกล้าเบี่ยงเบน เพราะมีคนเฝ้าดูอยู่ทั้งโลก หากมีความเชื่อมโยงไปถึงเจ้าหน้าที่อุทยานที่มีการอนุญาตให้นำอาวุธเข้าไปล่าสัตว์ก็ต้องถือว่าผิด ถ้าร่วมกันทำก็ถือว่าสมคบ ไม่มีใครเบี่ยงเบนไปได้

ขณะที่อีกหนึ่งรองนายกรัฐมนตรี พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ กล่าวว่า ในยุคของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทุกคนทำผิดต้องถูกดำเนินคดีเหมือนกัน ซึ่งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ได้แจ้งความไปแล้ว และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็ได้ยืนยันแล้วว่าให้ดำเนินการตามกฎหมาย

แม้แต่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ยังระบุถึงกรณีดังกล่าวว่า ไม่ต้องกังวล ทุกอย่างต้องดำเนินการไปตามกฎหมาย

ขณะที่อีกฟากหนึ่งในกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รมว.สธ. ได้ออกมาพูดถึงการล่าสัตว์ป่าเพื่อนำมารับประทาน ว่าเป็นพฤติกรรมที่ไม่ควรกระทำและไม่ควรรับประทานสัตว์ป่า เพราะนอกจากผิดศีล ผิดหลักพระพุทธศาสนาแล้ว ยังเสี่ยงทำให้เกิดการติดโรคด้วย เนื่องจากไม่อาจทราบได้ว่าสัตว์กินเนื้อเหล่านี้ไปกินอะไรมาบ้าง จึงอาจทำให้เกิดการติดพยาธิหรือแบคทีเรียต่างๆ มาสู่คนได้

เจ้ากระทรวงหมอยังระบุด้วยว่า การติดพยาธิหรือเชื้อแบคทีเรียนั้นยังอาจติดโดยไม่รู้ตัวผ่านแผลในร่างกายด้วย รวมไปถึงโรคต่างๆ จากสัตว์สู่คน ส่วนความเชื่อที่ว่าการกินสัตว์ป่ามีผลทางใจว่าตัวเองเก่งนั้น ที่จริงไม่ได้เก่งและไม่มีประโยชน์ใดๆ จึงขอให้อย่าไปทำร้ายชีวิต เพราะสัตว์ก็รักชีวิตและเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ธรรมชาติสมบูรณ์

ด้าน นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า สิ่งที่ต้องระวังมากที่สุดในการรับประทานเนื้อสัตว์ป่าไม่ว่าชนิดใด โดยเฉพาะในเสือดำที่เป็นสัตว์นักล่า มักจะล่าเหยื่อและรับประทานสดๆ จึงมีการรับเชื้อหรือพยาธิเข้าไปด้วย ดังนั้นเมื่อคนไปรับประทานสัตว์นักล่าก็มีความเสี่ยงที่จะรับเชื้อเหล่านั้น

“ในภาพรวมไม่ว่าจะกินสัตว์ป่าประเภทใด ก็จะเสี่ยงรับเชื้อหลักๆ คือ พยาธิทริคิเนลโลสิส (Trichinellosis) ซึ่งหากรับประทานจะทำให้เกิดการติดเชื้อจากสัตว์สู่คนได้ โดยพยาธิจะไชไปตามร่างกาย บ้างก็ขึ้นตา ทำตาบอด บ้างขึ้นสมอง เป็นไข้สมองอักเสบ รุนแรงถึงเสียชีวิต หรืออย่างในหมูป่าที่พบเห็นทั่วไปก็จะเป็นเชื้อสเตรฟโตคอกคัส ซูอิส (Streptococcus suis) หรือโรคหูดับ ส่วนสัตว์เท้ากีบก็จะพบเชื้อแอนแทรกซ์ ดังนั้น ทางที่ดีที่สุดอย่าไปรับประทาน เพราะถือว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงในการนำโรคจากสัตว์สู่คนได้ ถึงแม้จะทำให้สุก แต่ระหว่างการปรุงอาหารก็อาจติดเชื้อหากมีบาดแผลหรือไม่ระวัง” นพ.สุวรรณชัย กล่าว

- Advertisement -