หวั่นกองทุนวืดเป้าเหตุสหรัฐฉีกข้อตกลงปารีส ‘มะกัน’ ตัดช่องน้อยกระทบลดโลกร้อน ปท.เล็ก

ผู้เชี่ยวชาญชี้ “เงิน” ปัญหาใหญ่หลังสหรัฐถอนตัวความตกลงปารีส ทั่วโลกเร่งเจรจาหามาตรการ-จับตาท่าทีอเมริกา ยุโรป-จีนจ่อชิงแท่นผู้นำลดโลกร้อน

นายอนุสนธิ์ ชินวรรโณ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ในคณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ เปิดเผยในเวทีสัมมนาเผยแพร่สรุปผลการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 23 (COP23) เมื่อวันที่ 29 ม.ค.2561 ตอนหนึ่งว่า ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นภายหลังสหรัฐอเมริกาประกาศถอนตัวออกจากความตกลงปารีส นอกจากเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกของโลกที่จะลดลงแล้ว ยังมีปัญหาที่ใหญ่กว่านั่นก็คือเรื่องการเงิน

ทั้งนี้ การเงินนับเป็นปัญหาใหญ่ของการดำเนินงานลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับโลก โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนาและประเทศที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ เช่น ประเทศหมู่เกาะ หรือประเทศในแถบแอฟริกา ซึ่งปัจจุบันเป้าหมายการระดมทุน Green Climate Fund ให้ได้ปีละ 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ จากประเทศที่พัฒนาแล้วก็ยังไม่ถึงเป้า และการถอนตัวของอเมริกาจะยิ่งทำให้ปัญหารุนแรงมากขึ้น

“เรื่องของการเงินหรือ Climate Finance จะเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดอย่างน้อยในช่วงก่อนจะถึง ค.ศ.2020 ซึ่งเป็นประเด็นใหญ่และทำให้ฝรั่งเศสลุกขึ้นมาจัดการประชุมเมื่อ One Planet Summit เมื่อวันที่ 12 ธ.ค.2560 โดยมีผู้นำกว่า 50 ประเทศเข้าร่วมพูดคุยว่าจะแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการระดมทุนอย่างไร ฉะนั้นเรื่องการเงินจึงเป็นเรื่องที่จะต้องจับตาดูต่อไป และอีกส่วนคือการทำให้เป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (NDC) ของแต่ละประเทศเป็นไปในมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งยังต้องมีการเจรจาไปอย่างต่อเนื่อง และทั้งหมดต้องเสร็จสิ้นภายในปีนี้ เพื่อมานำเสนอในเวทีประชุม COP24 ช่วงปลายปีซึ่งประเทศโปแลนด์เป็นเจ้าภาพ” นายอนุสนธิ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นและน่าสนใจในสหรัฐอเมริกาคือแม้นโยบายของรัฐบาลกลางจะถอนตัว แต่ภายในประเทศกลับมีองค์กรมากมายที่ต่อต้านนโยบายนี้ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลท้องถิ่นเองที่ออกมาพูด เช่น เจอร์รี่ บราวน์ ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย หรือ ไมเคิล บลูมเบิร์ก อดีตนายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก และอีกหลายเมือง รวมทั้งภาคธุรกิจจำนวนมากที่แสดงจุดยืนชัดเจนว่าการลดก๊าซเรือนกระจกเป็นสิ่งต้องดำเนินการ เกิดเป็นการทะเลาะกันระหว่างกลุ่มธุรกิจฟอสซิลกับกลุ่มธุรกิจพลังงานทดแทน ดังนั้นทิศทางของสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้จึงยังไม่ชัดเจนเท่าที่ควร และต้องศึกษาติดตามต่อไป

นายอนุสนธิ์ กล่าวว่า ขณะเดียวกันนับตั้งแต่ที่สหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของโดนัล ทรัมป์ แถลงและยื่นเจตจำนงค์ขอถอนตัวออกจากความตกลงปารีสตั้งแต่เดือน ส.ค.2560 เมื่อคำนวณแล้วจะพบว่ากว่าที่เจตจำนงค์ดังกล่าวจะมีผลใช้เวลา 4 ปี ซึ่งจะตรงกับการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาใหม่อีกครั้ง ดังนั้นสิ่งที่ต้องลุ้นคือทรัมป์จะยังคงได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดีอีกสมัยหรือไม่ จึงยังมีโอกาสที่สหรัฐอเมริกาอาจกลับเข้าร่วมอีกครั้ง

นายอนุสนธิ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ภายหลังการถอนตัวของสหรัฐอเมริกา ที่ทำให้ภาพของการเป็นผู้นำโลกในด้านนี้กระทบอย่างแรง ได้กลายเป็นแรงผลักให้กับกลุ่มอื่นๆ ที่ต้องการเข้ามาเป็นผู้นำแทน เช่น กลุ่มประเทศยุโรป อย่างเยอรมนีหรือฝรั่งเศส ซึ่งได้มีการดำเนินงานมานาน และที่เห็นได้ชัดเจนคือบทบาทของประเทศกำลังพัฒนาใหญ่สองประเทศ คือจีนและอินเดีย ซึ่งประเทศจีนเองก็หาช่องทางการเป็นผู้นำโลกแทนสหรัฐอเมริกาอยู่แล้ว จึงกลายเป็นช่องให้จีนสามารถมีบทบาทนำในเรื่องนี้ได้

“ส่วนการถอนตัวของสหรัฐอเมริกามีผลกระทบกับเราหรือไม่ ทุกคนทราบดีว่าไทยเป็นประเทศอันดับต้นๆ ที่มีความเสี่ยงและได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ขณะที่กรุงเทพมหานครก็ติดอันดับ 1 ใน 10 เมืองใหญ่ที่จะโดนน้ำท่วม ฉะนั้นการที่สหรัฐออกจากความตกลง ส่วนหนึ่งคือเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกลดลง ซึ่งอาจเร่งกระบวนการของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้เร็วขึ้น แต่นั่นยังไม่ใช่ปัญหาใหญ่เท่ากับการขาดแหล่งเงินทุนในการดำเนินการแก้ไข” นายอนุสนธิ์ กล่าว

นายอนุสนธิ์ กล่าวว่า ทั้งนี้เนื่องจากไทยเป็นประเทศรายได้ปานกลางและกำลังพัฒนา ยังจำเป็นที่จะต้องเข้าถึงแหล่งเงินจากกองทุนต่างๆ ที่ตั้งขึ้นมา ซึ่งหากแหล่งเงินเหล่านี้ที่ต้องพึ่งพาสหรัฐอเมริกาจำนวนมากหายไป แหล่งเงินที่เราสามารถเข้าถึงได้ลดลง ปัญหาที่กระทบคือเราจะต้องหาแหล่งเงินจากในประเทศเพื่อมาดำเนินการเองมากขึ้น ซึ่งปัญหาที่กำลังจะเกิดขึ้นเหล่านี้ยังเห็นภาพไม่ชัดเจน และอาจไม่ใช่ผลกระทบที่ใหญ่มากหรือแก้ไม่ได้ เพียงแต่เป็นปัญหาที่ประชาคมโลกยังหาทางออกไม่เจอ