ภาพถ่ายบุคคล ขาว-ดำ สะท้อนแววตาของชาวบ้านจำนวน 17 ราย ที่ลุกขึ้นมาปกป้องบ้านเกิด ถูกนำมาจัดแสดงอยู่บริเวณลานร้าน Art Café หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 3 ก.พ.2561

ภาพเหล่านั้นเป็นผลงานการบันทึกผ่านเลนส์ของ วันชัย พุทธทอง ช่างภาพผู้เป็นหนึ่งเดียวกับชุมชนภาคใต้ และมีส่วนร่วมในการเคลื่อนไหวทางสังคม ใกล้ชิดกับชาวบ้านผู้ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากโครงการพัฒนาที่ถูกกำหนดจากส่วนกลาง

“ผมมองลึกเข้าไปในแววตาของพวกเขาที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทั้งสุข ทั้งเศร้า มีความอ่อนโยนแต่ก็มีความมุ่งมั่น เด็ดเดี่ยว กล้าหาญ” วันชัย บอกเล่า

ภาพทั้ง 17 ภาพ เป็นส่วนหนึ่งในงานเสวนาหัวข้อ ‘เทพา … ในแววตาชาวบ้าน’ โดยบุคคลในภาพทั้งหมดล้วนแล้วแต่ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีกีดขวางการจราจร ขัดขวางการจับกุม และทำร้ายเจ้าพนักงาน จากเหตุการณ์ตั้งขบวนเดินเท้าเพื่อยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี แต่ถูกเจ้าหน้าที่นำกำลังมาสกัดจนเกิดการปะทะและกลายมาเป็นข่าวโด่งดังช่วงปลายเดือน พ.ย.

อย่าให้ความเจ็บช้ำเปลี่ยนเป็นความแค้น

นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) พูดคุยผ่านเวทีเสวนาว่า  แววตาชาวบ้านของพี่น้องเทพา จ.สงขลา ไม่ต่างไปจากแววตาของพี่น้องทั่วประเทศที่ถูกทุบ ถูกทำร้าย ถูกแย่งชิงฐานทรัพยากรธรรมชาติ ที่ดิน ป่า ลุ่มน้ำ ทะเล ชายฝั่ง ตลอดจนสินแร่ ซึ่งเป็นทุนชีวิตและทุนทางสังคมของคนไทยทุกคน

นพ.นิรันดร์ บอกว่า อยากจะสะท้อนแววตาชาวบ้านเทพาไปถึงนายกรัฐมนตรี ขณะนี้แววตาชาวบ้านเป็นแววตาของความทุกข์ ทุกข์ที่จะไร้ที่ดินทำมาหากิน ทุกข์ที่จะต้องถูกแย่งชิง นี่คือสิ่งที่ชาวเทพาอยากส่งถึงนายกรัฐมนตรี

ในมุมมองของ นพ.นิรันดร์ เขาเห็นว่า แววตาชาวบ้านกำลังสื่อสารความเจ็บช้ำ ไม่ต่างจากคนตากใบ กรณีปล้นปืน เผาโรงเรียนตอนปี 2547 ขณะที่แววตาของชาวเทพาบอบซ้ำเพราะว่าต้องการไปพบนายกรัฐมนตรี แต่ตำรวจใช้อำนาจตามสั่งของ คสช.ไปจับ เพราะมองว่าเป็นการรบกวนต่อความสงบเรียบร้อย ซึ่งในวันนี้ชาวบ้านเป็นทุกข์จากกรณีโรงไฟฟ้าถ่านหิน

“อย่าให้แววตาเปลี่ยนเป็นความแค้น เพราะความปรองดองจะไม่เกิดขึ้น” อดีตกรรมการสิทธิฯ ย้ำ

แรงใจชาวเทพา ภารกิจปกป้องมาตุภูมิ

มัธยม ชายเต็ม ผู้ประสานงานเครือข่ายคนสงขลา-ปัตตานีไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหิน เล่าว่า ชาวบ้านรู้สึกว่ากำลังจะสูญเสียบ้านเกิดในอีก 3 เดือนข้างหน้าจะไม่มีที่อยู่อาศัยและที่ทำกิน ฉะนั้นในวันนี้จะให้มานั่งรออยู่ที่บ้านให้เขามารื้อบ้านก็คงไม่ใช่ การเดินทางมากรุงเทพมหานคร (กทม.) ในครั้งนี้ จึงมีเป้าหมายเพื่อหยุดโครงการให้ได้

เขา เล่าผ่านเวทีเสวนาต่อไปว่า สิ่งที่ทำให้มีกำลังใจในการต่อสู้มาโดยตลอดคือการสนับสนุนของชาวบ้านในพื้นที่ บางคนพูดถึงขั้นว่าการเดินทางมา กทม.ของเราคือการออกไปปกป้อง 3 จังหวัดชายแดนใต้ ตรงนี้ทำให้เรารู้สึกว่าเรามีความสำคัญและมีคุณค่าต่อผู้คนอีกมากมาย

“ขอขอบคุณพี่น้องทุกคนที่คอยเทใจให้เทพา สิ่งสำคัญผมมองว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของคนเทพา เพราะมลพิษที่ปล่อยออกไปนับพันกิโลเมตร การสูญเสียแหล่งอาหารที่มีความอุดมสมบูรณ์ ซึ่งอาหารถูกส่งออกไปต่างประเทศส่งมายังกรุงเทพ คนกรุงเทพก็กินปู กินปลาที่เทพา แม้กระทั่งคนภาคเหนือ อีสานเองที่กินอยู่ตอนนี้ก็มาจากทะเลเทพา การล่มสลายของทะเล แม่น้ำ ก็จะส่งผผลกระทบต่อทุกคนภายในประเทศ เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องใหญ่” มัธยม กล่าว

เขา เล่าต่อว่า การเอาโรงไฟฟ้าไปตั้งที่เทพาทำให้ต้องย้ายชาวบ้านกว่า 2,000 คนออกไป แต่ภาครัฐกลับไม่เคยบอกเลยว่าจะย้ายไปอยู่ที่ไหน การเอาโรงไฟฟ้าเข้ามาต้องแลกกับชุมชนเดิมที่มีความพร้อมทุกอย่าง และก็ไม่รู้ว่าชุมชนจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้อีกหรือไม่ ส่วนตัวจึงคิดว่าโรงไฟฟ้าเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น

“การพัฒนาของรัฐบาลที่มีแนวโน้มพัฒนาภาคใต้ให้เป็นเมืองอุตสาหกรรม ซึ่งต้องทำลายภูเขา ทะเล อากาศ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องของพวกเราทุกคน เราต้องช่วยกันรักษาสิ่งที่เหลือ ซึ่งเหลือน้อย เราจะเสียไปมากกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว เพื่อการดำรงอยู่ของเราสืบไป” เขาตอกย้ำ

ถ้าเทพาชนะ ประเทศไทยจะมีความหวัง

ด้าน ศศิน เฉลิมลาภ ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร กล่าวในเวทีเสวนาเดียวกันนี้ว่า ในครั้งแรกที่เข้าไปยังพื้นที่เทพา พบว่าชาวบ้านไม่เคยเจอปัญหาอย่างนี้ ชาวบ้านตั้งคำถามว่าทำไมต้องเจอปัญหา ทำไมต้องเป็นที่นี่ แววตาล้วนมีแต่คำถามว่าทำไมต้องเป็นบ้านเขา ทำไมเขาต้องย้าย ฉะนั้นรัฐบาลควรเข้าไปพูดคุยและให้คำตอบกับชาวบ้านว่าทำไมต้องเป็นพื้นที่ตรงนั้น และร่วมกันหาทางออก

เขา กล่าวต่อว่า หากการจะสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินด้วยระบบประเพณีการแจกข้าวสาร ก็นับว่าประเทศอยู่ในยุคที่มีความล้าหลังอย่างมาก ยกตัวอย่างกรณีโดนัล ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ประกาศใช้พลังงานถ่านหิน ซึ่งแน่นอนว่าในอดีตถ่านหินมีความจำเป็นจริงๆ แต่ปัจจุบันมันไม่จำเป็นอีกแล้วเพราะโซลาร์เซลมีราคาถูกมากๆ คำถามก็คือทรัมป์ หรือแม้แต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมตรี ทราบเรื่องนี้หรือไม่ ซึ่งแตกต่างกับนโยบายของ มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ที่ประกาศยกเลิกถ่านหิน ซึ่งนั่นเป็นความคิดของคนเจนวาย (Gen Y)

“มันสะท้อนว่าท่านกำลังนำพาประเทศไปอยู่ในอารมณ์ไหน ยุคไหน ทำไมถึงได้ล้าหลัง หากจะทำ ต้องไม่ทำด้วยวิธีนี้ เพราะจริงๆ ไม่ควรต้องทำ ใครได้ผลประโยชน์ตรงนี้ สายส่งที่ว่ามันไม่ดีทำไมไม่เพิ่มสายส่งผมไม่เข้าใจ ทำไมไม่ทำพลังงานทดแทน ซึ่งมันมีเวลา เพราะว่าวันนี้พลังงานสำรองยังล้น” ศศิน กล่าวว่า

เขาย้ำตลอดการพูดคุยว่า แววตาชาวบ้านเป็นแววตาที่มีคำถาม ทำไมทำกับพวกเราแบบนี้ ทำไมไม่พูดกันดีๆ วิธีการศึกษารายงานอีเอชไอเอ (รายงานศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ) เป็นเรื่องที่ผิดหมด การรับฟังความเห็นต้องเปิดโอกาสให้ชาวบ้าน ถ้าเป็นนายกฯปกติ ชาวบ้านเดินมาหาก็ต้องมาต้อนรับ รับเรื่องไว้ก่อน ทำตามหรือไม่เอาไว้พิจารณาต่อไป

“ผมว่าตรงนี้เป็นจุดเปลี่ยน กระบี่ เทพา เป็นจุดเปลี่ยนใหญ่ของเรื่องพลังงาน ถ้ากระบี่ เทพาชนะ ประเทศไทยจะเจริญ มันยังมองไปถึงพลังงานทางเลือก เราฝากความหวังไว้ที่เทพา แม้ว่าถ่านหินมีเยอะ มีความมั่นคง แต่มันไม่น่าใช้แล้ว พิษภัยของมันที่ทำให้โลกทั้งโลกร้อน การต่อสู้ของกระบี่ เทพาเป็นการพลิกมุมมองด้านพลังงานของประเทศได้ เราฝากความหวังไว้ ชาวบ้านมีสิทธิ์ที่จะแสดงออกได้ ทุกคนอยู่บนพื้นฐานของสิทธิ์นั้น” เขาทิ้งทาย

- Advertisement -