ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการพูดถึงสภาพอากาศย่ำแย่ของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ซึ่งปรากฏตัวอยู่ในรูปสภาพความขมุกขมัวที่ปกคลุมท้องฟ้า ทราบภายหลังจากหน่วยงานรัฐว่านั่นคือ PM 2.5 หรือ ฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน

ฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน เป็นฝุ่นละอองขนาดเล็กจิ๋ว เล็กจนขนจมูกของมนุษย์ไม่สามารถกรองได้ และเล็กกว่าหลอดเลือดของเรา นั่นทำให้เกิดการแพร่กระจายเข้าสู่ทางเดินหายใจ หลอดเลือด ได้อย่างสะดวก และยังเป็นสารพิษที่อันตรายต่อร่างกายของมนุษย์อีกด้วย

สารทั้งหลายล่องลอยอยู่ในอากาศรอบๆ ตัว ไม่สามารถมองเห็นผ่านตาเปล่าได้ โดยสารทั้ง 3 ชนิด ประกอบด้วย As (สารหนู), Hg (ปรอท), PAHs (โพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน) ถูกนำเสนอในรูปแบบของมาสคอตผ่านงานนิทรรศการ “Right to Clean Air – The Art Exhibition ขออากาศดีคืนมา” ซึ่ง กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นผู้จัดขึ้น ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 26 ม.ค.2561

เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ กล่าวในเวทีเสวนา “มลพิษทางอากาศข้ามพรมแดนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Transboundary Air Pollution in Southeast Asia)” ตอนหนึ่งว่า ฝุ่นละอองขนาดเล็กมีการปนเปื้อน และสะสมสารปรอท ซึ่งเป็นโลหะหนักที่จัดว่ามีพิษร้ายแรงที่สุดตัวหนึ่ง

ทั้งยังมีส่วนประกอบของสารมลพิษที่ตกค้างยาวนาน (Persistent Organic Pollutant) หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า สาร POPs 12 ตัว โดยสารเหล่านี้มีอันตรายร้ายแรงจำเป็นต้องให้ความสำคัญ เพื่อปกป้องกันสุขภาพของคน

ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ กล่าวต่อว่า รัฐบาลต้องหามาตรการลดและกำจัดสารพิษ เพราะสารปรอทที่สะสมในห่วงโซ่อาหารเป็นภัยต่อชีวิตผู้คนมาก สำหรับแหล่งกำเนิดสารปรอทมาจากอุตสาหกรรมเหล็กมากที่สุด ถัดมาการเผาไหม้ขยะ มีรายงานว่าภูมิภาคเอเชียปล่อยสารปรอทสู่สิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะทางอากาศสูงสุดกว่า 60% ของโลก

รศ.เศรษฐ์ สัมภัตตะกุล ศูนย์ข้อมูลการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Data Center : CCDC) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เล่าว่า ปัญหาหมอกควันเป็นปัญหาใหญ่ของคนใน จ.เชียงใหม่ และภาคเหนือ ซึ่งเกิดขึ้นมาแล้วประมาณ 7-8 ปี แต่ช่วงหลังปัญหารุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ปัญหาเรื่องของอากาศไม่ใช่ปัญหาเล็กๆ แต่เป็นปัญหาที่ใกล้ตัว และกำลังเกิดขึ้นรอบๆ ตัว

นักวิชาการผู้ทำงานแก้ปัญหาหมอกควัน เล่าต่อว่า สิทธิที่มีอากาศที่ดีหายใจเป็นของทุกคน แต่ทุกคนอาจจะไม่ทราบว่าเราสามารถควบคุมหรือดูแลอากาศดีๆ ได้อย่างไร ประเทศไทยมีข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาหมอกควันน้อยมาก หากนับจากสถานีของกรมควบคุมมลพิษที่มีอยู่อย่างจำกัด หากเปรียบเทียบกับญี่ปุ่น จีน อเมริกา ประเทศเหล่านี้มีเครื่องมือในการตรวจวัดคุณภาพอากาศที่เยอะมาก

“อย่างภาคเหนือมีสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศไม่เพียงพอ โดยเฉพาะเครื่องตรวจวัดค่า PM 2.5 มีน้อย เชียงใหม่มีสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศแค่ 4 สถานี ทั้งที่ในพื้นที่ควรมีไม่น้อยกว่า 50 สถานี คนจะนึกว่ามีปอดเหล็ก แต่ฝุ่น PM 10 ก่อให้เกิดโรคหลอดลม ภูมิแพ้ โรคระบบทางเดินหายใจ แต่ที่ร้ายกว่า PM 2.5 เป็นสารก่อมะเร็ง โรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจขาดเลือด ทุกปีที่เกิดปัญหาหมอกควัน เด็กป่วยด้วยโรคภูมิแพ้ ผู้สูงอายุเสียชีวิตจากมลพิษอากาศ” รศ.เศรษฐ์ กล่าว

ธนพล เพ็ญรัตน์ มหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าวถึงการศึกษามลพิษข้ามพรมแดนในพื้นที่ อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.น่าน ว่า กระบวนการการเผาเชื้อเพลิงถ่านหิน ของโรงไฟฟ้านอกจากจะให้พลังงานแล้ว ยังพบว่ามีสารตกค้าง มลพิษ สารโลหะหนัก สารอินทรีย์ที่เป็นอันตราย ซึ่งสารเหล่านี้สามารถอยู่ในอากาศได้ระยะเวลานาน ทำให้เกิดการเคลื่อนที่ไปพร้อมๆ กับทิศทางลมข้ามไปยังภูมิภาค หรือข้ามประเทศได้อีกด้วย

สอดคล้องกับ วันชัย พุฒทอง ช่างภาพอิสระ เล่าว่า เมื่อปี พ.ศ.2558 ครั้งเกิดปัญหาหมอกควัน ไฟป่า จากประเทศอินโดนีเซียพัดมาปกคลุมภาคใต้ ส่งผลให้ค่าฝุ่นละอองเกินมาตรฐาน ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ตอนนั้นคนไม่รู้คิดว่าหมอก เพราะคล้ายคลึงมาก แต่กลับพบว่าเป็นหมอกที่ทำให้แสบตา หายใจขัด ขณะนั้นชาว จ.สงขลา นครศรีธรรมราช และพื้นที่ใกล้เคียงที่ได้รับผลกระทบจากมลพิษข้ามพรมแดน และมีการเรียกร้องที่สถานกงสุลอินโดนีเซีย จ.สงขลา

ท้ายที่สุดของเวทีเสวนาจบลงด้วยความเห็นพร้อมตรงกันคือ การร่วมกันผลักดันเพื่อให้กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ยกระดับมาตรฐานคุณภาพอากาศในไทยให้เข้มงวดยิ่งขึ้น พร้อมกันต้องการให้รายงานค่าฝุ่นมลพิษในทุกสถานี

เพราะทุกคนมีสิทธิในการรับรู้ และเข้าถึงคุณภาพอากาศที่ดี

- Advertisement -