ผู้เชี่ยวชาญหนุน ‘ขนส่งสาธารณะ’ จากล้อสู่ราง กระตุ้นพฤติกรรมเดินเท้า ลดมลพิษกลางเมือง

ผู้เชี่ยวชาญหนุน ‘ขนส่งสาธารณะ’ จากล้อสู่ราง กระตุ้นพฤติกรรมเดินเท้า ลดมลพิษกลางเมือง

ผู้เชี่ยวชาญหนุนพัฒนาระบบขนส่งมวลชนสาธารณะ เอื้อคนเมืองเดินเท้ามากขึ้น ช่วยลดปัญหามลพิษและการใช้รถส่วนตัว เล็ง ถ.ราชวงศ์ มีศักยภาพพัฒนาเส้นทางน่าเดิน

นายพรสรร วิเชียรประดิษฐ์ รองผู้อำนวยการศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (UddC) เปิดเผยในเวทีเสวนา “เมืองน่าอยู่ ยุค 4.0 หรือ 0.4?” จัดโดย กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อวันที่ 19 ม.ค.2561 ตอนหนึ่งว่า ปัญหาด้านการคมนาคมในพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) สามารถบรรเทาลงได้ด้วยการให้ความสำคัญต่อระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้น และเปลี่ยนจากระบบล้อสู่ระบบราง ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้คนเมืองมีพฤติกรรมการเดินมากกว่าเดิมประมาณ 2 เท่า

อย่างไรก็ตาม นายพรสรร กล่าวว่า เส้นทางการเดินใน กทม. ยังมีอุปสรรคมากมาย ไม่ว่าจะเป็นสิ่งกีดขวาง สภาพแวดล้อม หรือความปลอดภัย จึงเป็นจุดเริ่มต้นให้ UddC คิดโครงการเมืองเดินได้ เมืองเดินดี เพื่อศึกษาว่าพื้นที่ใดเหมาะสมที่จะพัฒนาให้เกิดการเดิน โดยวิเคราะห์จากสิ่งดึงดูดการเดินและสภาพของเส้นทาง ซึ่งพบว่าอันดับหนึ่งคือ ถ.ราชวงศ์ มีศักยภาพที่เอื้อให้เดินได้ดีที่สุด หากได้รับการปรับปรุงหรือบริหารจัดการที่ดี

“จากการสำรวจระยะทางการเดิน พบว่า คน กทม.มีความพร้อมที่จะเดินประมาณ 10 นาที หรือราว 800 เมตร ซึ่งเป็นตัวเลขที่ไม่ต่างจากประเทศญี่ปุ่น หรือสหรัฐอเมริกา และมากกว่าฮ่องกง” นายพรสรร กล่าว

ทั้งนี้ การส่งเสริมพฤติกรรมการเดินในเมืองและลดการใช้รถยนต์ สามารถสร้างประโยชน์ได้หลายนัยยะ เช่น ลดความเสี่ยงโรคอ้วนได้ 10% เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจของเมืองและร้านค้าขนาดเล็ก เปิดโอกาสให้เกิดพื้นที่สร้างสรรค์ รวมถึงส่งเสริมความเท่าเทียมในเมืองไม่ให้ผู้ขับขี่รถยนต์มีศักดิ์เหนือคนเดินถนน นอกจากนี้ยังช่วยลดปัญหาฝุ่นละอองในเมืองที่ส่วนใหญ่มาจากภาคการขนส่ง ซึ่งเป็นภัยเงียบที่ทุกคนต้องหายใจรับมลพิษเข้าไปทุกวันโดยไม่รู้ตัว

“หลายเมืองทั่วโลกพยายามเน้นให้เดินหรือใช้จักรยาน เช่น โคเปนเฮเกนใช้เวลากว่า 50 ปีในการเปลี่ยนให้เป็นเมืองเดินได้ โดยยกเลิกการใช้รถยนต์ในบางจุด บาร์เซโลนาแก้ปัญหาโดยการทลายบล็อคตึกเพื่อสร้างพื้นที่สาธารณะเชื่อมโยงการเดิน เกียวโตลดถนนจาก 4 เลน เป็น 2 เลน เพิ่มทางเท้าขึ้นสองเท่า ขณะที่ กทม.กำลังเปลี่ยนจากระบบล้อสู่ระบบราง ซึ่งรถไฟฟ้าที่กำลังเพิ่มทั้ง 12 สาย จะเป็นตัวแปรสำคัญให้คนเดินมากขึ้น” นายพรสรร กล่าว

น.ส.วิภาวี กิตติเธียร นักวิจัยกลุ่ม Mayday กล่าวว่า สำหรับ กทม.แล้ว รถเมล์เป็นระบบขนส่งเพียงประเภทเดียวที่ครอบคลุมพื้นที่มากที่สุด มีศักยภาพของเส้นทางสูง แต่ต้องการส่วนอื่นๆ มาช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพเพื่อให้มีคนใช้งานมากขึ้น ซึ่งจากตัวเลขที่ผ่านมาพบว่าตั้งแต่เริ่มมีการพัฒนารถไฟฟ้า จำนวนผู้ใช้รถเมล์ได้ลดลงเรื่อยๆ แต่ขณะเดียวกันกลับมีจำนวนรถยนต์จดทะเบียนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเช่นกัน ดังนั้น แม้จะมีระบบรางแต่ผู้คนยังคงหนีไปซื้อรถยนต์เดินทางเองด้วย

“ถ้าเรายังมีรถยนต์ส่วนตัวไว้ใช้งาน โอกาสที่จะใช้บริการขนส่งสาธารณะก็เป็นไปได้ยาก เพราะต้องเผชิญอุปสรรคมากมาย ผู้คนจึงเลือกการเดินทางที่สบายที่สุด ซึ่งเป็นเรื่องที่ท้าทายว่าเราจะสามารถพัฒนาระบบขนส่งมวลชนให้สะดวกเพียงพอที่จะดึงดูดผู้ใช้บริการหรือไม่ ซึ่งระบบขนส่งมวลชนควรเป็นทางเลือกแรกของคนในเมือง” น.ส.วิภาวี กล่าว

น.ส.สุชารีย์ รวิธรธาดา นักวิจัยกลุ่ม Mayday กล่าวว่า รถเมล์ใน กทม. มีเส้นทางการเดินรถที่ค่อนข้างครอบคลุมเข้าถึงหลากหลายพื้นที่ สามารถเชื่อมต่อกับจุดต่างๆ มีศักยภาพไม่ด้อยไปกว่าประเทศอื่น แต่ปัญหาคือความเหมาะในการใช้งาน เช่น สภาพของตัวรถที่ไม่เอื้ออำนวยให้คนสามารถใช้บริการได้ทุกกลุ่ม จึงมีความพยายามผลักดันให้เกิดการพัฒนา นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีเส้นทางคลองจำนวนมาก หากสามารถพัฒนาคุณภาพน้ำ คุณภาพเรือ และความปลอดภัยของเส้นทางให้ดีขึ้น จะช่วยให้ผู้ใช้รถยนต์ส่วนตัวลดน้อยลงอีกมาก

นายกังวาน เหล่าวิโรจนกุล ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท ขอนแก่นพัฒนาเมือง (KKTT) กล่าวว่า KKTT เป็นการรวมตัวของกลุ่มคนขอนแก่นที่รักบ้านเกิด และอยากพัฒนาให้เติบโตเป็นเมืองที่น่าอยู่ เพื่อที่ลูกหลานจะไม่จำเป็นต้องเข้ามาที่ กทม. จึงได้ร่วมกันหาทางแก้ไขปัญหา โดยเริ่มวางแผนเรื่องระบบขนส่งมวลชนสาธารณะที่มีคุณภาพให้ผู้คนหันมาใช้งานมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันได้มีการเริ่มใช้สมาร์ทบัส และกำลังมีการพัฒนารถไฟรางเบาเพื่อเป็นระบบขนส่งมวลชนสายหลักที่ใกล้จะเปิดให้บริการในเร็วๆ นี้

 , ,