ช่วงกลางปี 2557 คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ออกประกาศแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมาย พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 7 โดยระบุว่า ไม้สัก ไม้ยาง ไม้ชิงชัน ไม้เก็ดแดง ไม้อีเม่ง ไม้พะยุงแกลบ ไม้กระพี้ ไม้แดงจีน ไม้ขะยุง ไม้กระซิก ไม้กระซิบ ไม้พะยูง ไม้หมากพลูตั๊กแตน ไม้กระพี้เขาควาย ไม้เก็ดดำ ไม้อีเฒ่า และไม้เก็ดเขาควาย ไม่ว่าจะขึ้นอยู่ที่ใดในราชอาณาจักร เป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. ไม้ชนิดอื่นในป่าจะให้เป็นไม้หวงห้ามประเภทใด ให้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา

สำหรับผู้ที่ครอบครองไม้เหล่านี้ โดยที่ไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยรัฐบาลขาย เกิน 20 ต้น หรือ 20 ท่อน หรือมีปริมาตรไม้เกิน 4 ลูกบาศก์เมตร ระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-20 ปี และปรับตั้งแต่ 5 หมื่น – 2 ล้านบาท

กว่า 100 ปี ของการสถาปนากรมป่าไม้ขึ้นในประเทศไทย ก้าวสู่ปีที่ 77 ที่กฎหมายป่าไม้ถูกประกาศและมีผลบังคับใช้ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเกิดคำถามถึงความล้าหลังของกฎหมาย อาทิ ข้อบังคับ ข้อห้าม รวมไปถึงการลิดรอนสิทธิของชาวบ้าน เกษตรกร และผู้ปลูกต้นไม้ซึ่งเข้าข่ายเป็นไม้หวงห้าม โดยเฉพาะข้อกำหนด “ห้ามตัด” หากยังไม่ขออนุญาตจากเจ้าหน้าที่รัฐ

บ่อยครั้งกรณีความล้มเหลวของกฎหมายปรากฎในสื่อต่างๆ เช่น กรณีต้นพะยูงล้มทับบ้านกว่า 3 เดือน ไม่สามารถตัดต้นไม้ได้ ทั้งๆ ที่ได้แจ้งผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งถือว่าเป็นข้าราชการที่อยู่ใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด

ภาพสะท้อนของกฎหมายที่ยังมีช่องโหว่ปรากฏขึ้นในหลายกรณี ไม่ว่าจะเป็นกรณีชาวบ้าน อ.บางละมุง จ.ชลบุรี จ้างคนมาตัดต้นไม้ใหญ่เพราะกลัวจะล้มทับบ้าน แต่กลับต้องถูกจับดำเนินคดีเพราะไม่ทราบว่าต้นไม้ดังกล่าวเป็นต้นพะยูง หรือกรณีคุณลุงใน จ.มหาสารคาม ตัดต้นพะยูงที่ล้มทับทางสัญจรแล้วนำไปทิ้ง แต่กลับถูกจับขัพร้อมดำเนินคดี จนหน่วยงานยุติธรรมต้องหาเงินมาประกันตัว

เหล่านี้คือตัวอย่างของเหตุการณ์ที่นำมาซึ่งคำถามถึงความเหมาะสมของกฎหมาย ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ก็มีข้อเรียกร้องและความพยายามเสนอให้มีการแก้ไขกฎหมาย พ.ร.บ.ป่าไม้ เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น

จนกระทั่งล่าสุด เมื่อต้นเดือน ม.ค.2561 เริ่มมีความชัดเจนจากผู้มีอำนาจในรัฐบาลที่แสดงท่าทีเอาจริงเอาจัง และขานรับแนวทางการแก้ไขปัญหาเป็นทอดๆ

—– ชงรื้อ กม.ป่าไม้ เปิดช่องตัดไม้หวงห้ามได้ —–

พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ในฐานะรองประธานกรรมการคณะกรรมการนโยบายป่าไม้แห่งชาติ ได้ระบุว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการปรับแก้กฎหมายเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่จะนำไม้ไปใช้ประโยชน์ เช่น การปลูกสร้าง การจำหน่ายเชิงเศรษฐกิจ ซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนในช่วงเดือน ม.ค. 2561

ทั้งนี้ พล.อ.สุรศักดิ์ เข้าใจถึงสถานการณ์และปัญหาว่า ไม้พะยูง ไม้ประดู่ ยางนา ยังมีข้อจำกัดหลายอย่างจนทำให้เอกชนไม่สามารถพัฒนาและปลูกป่าเศรษฐกิจได้อย่างเต็มที่ เช่น กฎหมายเดิมของกรมป่าไม้ อาทิ พ.ร.บ.ป่าไม้ 2484

“กฎหมายเดิมเป็นเชิงยับยั้ง คือป้องกันคนไม่ดีจะมาตัดไม้ ขณะเดียวกันกลุ่มคนที่ดีที่จะส่งเสริมไม้เศรษฐกิจกลับมีอุปสรรคบางประการ ที่ผ่านมาเกิดความระแวงว่าจะมีแต่คนร้าย จึงเสียโอกาสในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจากไม้ป่าปลูก ซึ่งขณะนี้ก็ได้ประชุมเพื่อแก้ระเบียบกฎหมายอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนแล้ว” พล.อ.สุรศักดิ์ กล่าว

สอดคล้องกับ จงคล้าย วรพงศธร รองอธิบดีกรมป่าไม้ ทส. ที่กล่าวในงานสัมมนาวันไม้เศรษฐกิจไทย 2561 เมื่อวันที่ 5 ม.ค.2561 ตอนหนึ่งว่า ขณะนี้มีการเสนอให้ปลดล็อคกฎหมายมาตรา 7 และแก้ไขคำนิยามในมาตรา 4 ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ เพื่อให้สามารถตัดไม้หวงห้ามได้ อย่างไรก็ตามจะมีระบบตรวจสอบไม้ควบคู่ไปด้วย

—– ‘ทีดีอาร์ไอ’ หนุนแก้ กม.ตัดไม้เศรษฐกิจ —–

ทุกวันนี้ประเทศไทยมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับป่าไม้จำนวน 6 ฉบับ ได้แก่ พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 พ.ร.บ.สวนป่า พ.ศ.2535 และ พ.ร.บ.เลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545

แม้ว่าช่วงเวลาการประกาศและการบังคับใช้กฎหมายแต่ละฉบับแตกต่างกันออกไป แต่สิ่งหนึ่งที่เกี่ยวพันซึ่งกันและกันคือการรักษาผืนป่า กฎหมายเหล่านี้จึงมีข้อกำหนด บทบัญญัติในการตรวจสอบควบคุมครบวงจร เริ่มตั้งแต่การทำไม้ เก็บหาของป่า การแผ้วถางป่า การนำไม้และของป่าเคลื่อนที่ การแปรรูปไม้ การตั้งโรงงานแปรรูปไม้ การค้าไม้แปรรูป การค้าสิ่งประดิษฐ์ การครอบครองไม้แปรรูป หรือไม้ท่อน

“เห็นด้วยกับการแก้ไข พ.ร.บ.ป่าไม้ 2484 เพราะเป็นการส่งเสริมการปลูกไม้เชิงพาณิชย์ได้ จะได้ไม่เกิดกรณีการลักลอบตัดไม้ในพื้นที่ป่า แต่ถึงอย่างไรก็ตามไม้หวงห้ามประเภท ก. ก็ยังคงเป็นไม้สงวนอยู่ดี แต่คงต้องสงวนเฉพาะไม้ที่ตัดจากป่าเท่านั้น แต่หากมีการปลูกเชิงพาณิชย์ เศรษฐกิจสามารถทำได้” อดิศร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ที่ปรึกษาด้านวิจัยทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าว

อดิศร์ เล่าต่อว่า ไม้เศรษฐกิจเป็นไม้ที่สามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศได้อย่างมีมูลค่า แต่ปัจจุบันประเทศกลับต้องนำเข้าไม้เหล่านี้เนื่องจากมีข้อห้ามทางกฎหมาย เพื่อนำไม้มาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ รวมถึงการใช้ประโยชน์อย่างอื่น ที่สำคัญหากมีการปลดล็อกกฎหมายยังส่งผลดีต่อประชาชนในหลายๆ เรื่อง เช่นกรณีต้นพะยูงล้มทับบ้าน

ที่ปรึกษาด้านวิจัยทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทีดีอาร์ไอ รายนี้ ยังเสนอทางออกในเรื่องของการจัดการไม้เศรษฐกิจว่า ควรมีการขึ้นทะเบียนแสดงความเป็นเจ้าของไม้ อย่างเช่น การลงทะเบียนผ่านแอพพลิเคชั่นแสดงกรรมสิทธิ์ พร้อมทั้งมีการแจ้งก่อนการตัดไม้จำหน่าย ซึ่งข้อมูลทั้งหมดสามารถแสดงที่มาที่ไปตั้งแต่ต้นน้ำสู่ปลายน้ำได้อย่างชัดเจน

—– ‘ไม้ ศก.’ พาชาติพ้นกับดักรายได้ปานกลาง —–

“อุตสาหกรรมป่าไม้เศรษฐกิจ เป็นทางออกหนึ่งที่จะนำประเทศไทยไปสู่การหลุดพ้นกับดักรายได้ปานกลาง เป็นอุตสาหกรรมที่เข้าถึงชุมชนและประชาชนโดยแท้จริง สร้างงานและรายได้ให้แก่ผู้สูงอายุ ไม่มีความเสี่ยงต่อภัยพิบัติ จึงน่าจะเป็นภาคเกษตรที่ควรได้รับการส่งเสริม สนับสนุนต่อยอดทั้งระบบภภายใต้ระบบการจัดการอย่างยั่งยืน ภายใต้ประเทศไทย 4.0” สุเทพ จันทร์เขียว ประธานเครือข่ายการรับรองไม้เศรษฐกิจไทย (T-CERN) กล่าวอย่างมั่นใจ

ประธานเครือข่ายการรับรองไม้เศรษฐกิจไทย ให้ข้อมูลว่า แนวโน้มความต้องการไม้เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มพลังงานที่นำมาใช้แทนถ่านหินและน้ำมัน ซึ่งสามารถประมาณการความต้องการและมูลค่าทางด้านการตลาดภายในปี พ.ศ.2579 (ประมาณ 20 ปี) ได้ใน 7 ประเด็น

ทั้งนี้ ประกอบด้วย 1.กลุ่มธุรกิจโรงเลื่อยและไม้ยางพารา มูลค่า 7 หมื่นล้านบาท/ปี 2.กลุ่มผู้ผลิตกล้าไม้โตเร็ว มูลค่าประมาณ 1,000 ล้านบาท/ปี 3.กลุ่มผู้ผลิตไม้สับเพื่อการส่งออกในประเทศ มูลค่าประมาณ 1 หมื่นล้านบาท/ปี 4.กลุ่มผู้ประกอบการไม้ประกอบ มูลค่าประมาณ 5 หมื่นล้านบาท/ปี

5.ธุรกิจอื่นๆ เช่น เฟอร์นิเจอร์ ของเล่นเด็ก ไม้เพื่อการขนส่ง และบรรจุภัณฑ์ ประกอบด้วย ไม้รองยก กล่องสินค้า ลังเครื่องจักร มูลค่าประมาณ 4 หมื่นล้านบาท/ปี 6.กลุ่มผู้ผลิตไม้เพื่อการก่อสร้าง ประมาณ 1.7 หมื่นล้านบาท/ปี และ 7.กลุ่มไม้เพื่อพลังงานในประเทศและต่างประเทศ มูลค่าประมาณ 7 หมื่นล้านบาท/ปี

สุเทพ กล่าวว่า จากการคาดการณ์โดยผู้เชี่ยวชาญ และอยู่ในวงการป่าไม้มากกว่า 20 ปี คาดการณ์ไว้ว่า ปี พ.ศ.2579 ความต้องการใช้ไม้ของประเทศไทยประมาณ 156 ล้านต้น คิดเป็นมูลค่า 2ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2559 ซึ่งมีปริมาณการใช้ 58 ล้านตัน

- Advertisement -