เงินสกุลดิจิทัลยอดนิยมสะเทือนโลกอย่าง “บิทคอยน์” (Bitcoin) กำลังถูกตั้งข้อสังเกตและกลายเป็นประเด็นถกเถียงในเรื่องความยั่งยืนอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่ใช่ในแง่เศรษฐศาสตร์ เพราะจากข้อมูลของ เว็บไซต์ Digiconomist แหล่งรวบรวมข้อมูลเศรษฐกิจดิจิทัล พบว่าการทำธุรกรรมรวมถึงความพยายามเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินสกุลนี้ ต้องแลกกับปริมาณพลังงานไฟฟ้ามหาศาล

ประมาณการกันว่า หากมีการทำธุรกรรมด้วยการใช้ไฟฟ้าในอัตราที่เพิ่มขึ้นอย่างในปัจจุบัน (เพิ่มขึ้น 25%) ระยะเวลาอีก 3 ปีข้างหน้า พลังงานไฟฟ้าที่ถูกใช้ไปกับ บิทคอยน์ จะสูงกว่าพลังงานที่คนทั่วทั้งโลกใช้อยู่ในปัจจุบันรวมกัน

สำหรับ บิทคอยน์ เป็นสกุลเงินดิจิทัลที่ไม่มีคนกลางควบคุม แต่ใช้ระบบกระจายอำนาจผ่านเครือข่ายที่เรียกว่า “Blockchain” ซึ่งผู้ใช้งานทั่วโลกทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจสอบบัญชี โดยนำคอมพิวเตอร์เข้าไปร่วมคำนวณสมการทางคณิตศาสตร์ในการทำธุรกรรมของระบบ ซึ่งผู้ที่แก้ไขโจทย์ทางคณิตศาสตร์ได้สำเร็จเป็นคนแรกจะได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินบิทคอยน์ที่เกิดขึ้นใหม่ หรือที่เรียกว่า “การขุดบิทคอยน์”

อธิบายให้เห็นภาพอย่างง่ายดายและรวบรัด คือหากใครต้องการ “บิทคอยน์” สามารถลงทุนซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ศักยภาพสูง (เฉลี่ยอยู่ราวๆ 8 หมื่น – 2 แสนบาท ต่อเครื่อง) มาเปิดโปรแกรมตั้งทิ้งไว้ทั้งวันทั้งคืนตลอด 24 ชั่วโมง (เหมือนเดินเครื่องขุดแร่) ก็จะมีเงินไหลเข้าสู่บัญชีเรื่อยๆ

ในอดีตมีความคุ้มค่าเป็นอย่างมาก ยกตัวอย่างคือเสียค่าไฟเดือนละ 2,000 บาท อาจจะได้เม็ดเงินคืนกลับมาถึงเดือนละ 4,000-5,000 บาท หรือมากกว่านั้น นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้คนมีกำลังทรัพย์ยอมลงทุนซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์จำนวนมาก (ตั้งเป็นฟาร์ม) มาเปิดทิ้งไว้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้ได้เม็ดเงินที่เพิ่มมากอีกหลายเท่าตัว และแนวโน้มของการใช้ไฟฟ้าก็เพิ่มมากขึ้นอย่างไม่มีจุดสิ้นสุด

ด้วยความนิยมในการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินสกุลนี้สูงขึ้น จนทำให้ปัจจุบัน 1 บิทคอยน์มีมูลค่าสูงถึงราว 1.5 หมื่นเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 4.8 แสนบาท ยิ่งดึงดูดผู้คนให้เข้ามาร่วมขุดบิทคอยน์กันมากขึ้น

ทั้งนี้ ข้อมูลจากเว็บไซต์ Digiconomist ได้ระบุว่าขณะนี้ทั่วโลกมีการใช้พลังงานไฟฟ้าเพื่อขุดบิทคอยน์เพิ่มขึ้น ด้วยอัตราการเติบโตที่สูงถึง 25% ต่อเดือน

ตัวเลขล่าสุดเมื่อวันที่ 9 ม.ค.2561 คำนวณว่าทั่วโลกกำลังมีการใช้พลังงานเพื่อขุดบิทคอยน์มากถึงปีละ 39 เทราวัตต์ชั่วโมง (TWh) เทียบเท่ากับไฟฟ้าที่ใช้ในประเทศกาตาร์ตลอดทั้งปี และมากกว่าในอีกหลายประเทศ เช่น เดนมาร์ก ไอร์แลนด์ เซอร์เบีย หรือบาห์เรน

ด้วยอัตราการเติบโตที่กำลังเป็นอยู่ในขณะนี้ ประมาณการได้ว่าภายในปี 2562 การขุดบิทคอยน์จะใช้พลังงานไฟฟ้าสูงกว่าที่ใช้ในประเทศสหรัฐอเมริกา และในที่สุดก็จะมากกว่าปริมาณการใช้ของทั่วทั้งโลกภายในปี 2563

ก่อนหน้านี้ Teunis Brosens นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของ ING ธนาคารในประเทศเนเธอร์แลนด์ ได้ออกมาระบุว่า การทำธุรกรรมเพียงครั้งเดียวของบิทคอยน์ สามารถใช้พลังงานไฟฟ้าเท่ากับที่ใช้ในบ้านทั้งหลังเป็นเวลา 1 เดือน ซึ่งเป็นกิจกรรมที่กินพลังงานไฟฟ้าเป็นจำนวนมากโดยไม่จำเป็น

“การทำธุรกรรมบิทคอยน์ 1 ครั้งใช้พลังงานมากถึง 200 กิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) เพียงพอที่จะเปิดเครื่องซักผ้าได้ 200 รอบ หรือใช้ในบ้านทั้งหลังได้ประมาณ 4 สัปดาห์ และยิ่งเทียบไม่ได้กับการทำธุรกรรมแบบดั้งเดิมอย่างบัตรเครดิต Visa ที่ใช้พลังงานราว 0.01 kWh ต่อธุรกรรม นั่นคือน้อยกว่า 20,000 เท่า” นักเศรษฐศาสตร์รายนี้ระบุ

คำถามสำคัญที่กำลังเกิดขึ้นขณะนี้ คือมุมมองผลประโยชน์และความคุ้มค่าของบิทคอยน์ ที่ไม่ใช่แค่กับผู้ขุดแต่เป็นกับผู้คนทั้งโลก เพราะในช่วงเวลาเดียวกันนี้พลังงานไฟฟ้าส่วนใหญ่ของโลกยังคงมาจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ที่เรายังคงต้องเผาถ่านหิน ก๊าซ และน้ำมัน อันส่งผลโดยตรงต่อสภาวะโลกร้อนซึ่งกำลังเป็นปัญหาอันใหญ่หลวงที่โลกต้องเผชิญ

แต่เชื่อว่าเหตุผลทางสิ่งแวดล้อมคงไม่มีน้ำหนักพอจะหยุดยั้งผลกำไรที่กำลังไหลบ่าได้ บิทคอยน์กำลังสร้างผลประโยชน์มหาศาลให้กับกลุ่มคนที่เข้าถึงบิทคอยน์ แต่กำลังสูบทรัพยากรอันมีจำกัดของทุกชีวิตบนโลกไปใช้อย่างมโหฬาร

ที่มา
https://www.weforum.org/agenda/2017/12/bitcoin-consume-more-power-than-world-2020/
https://www.weforum.org/agenda/2017/10/the-electricity-required-for-a-single-bitcoin-trade-could-power-a-house-for-a-whole-month
http://www.newsweek.com/bitcoin-mining-track-consume-worlds-energy-2020-744036
https://digiconomist.net/bitcoin-energy-consumption

 

- Advertisement -