สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของโลก นำมาซึ่งความผันผวนของผลผผลิตและราคาสินค้าเกษตร สาเหตุสำคัญคงหนีไม่พ้นภัยธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นภัยแล้ง อุทกภัย หรือแม้แต่โรคระบาด โดยหนึ่งในผลผลิตที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงก็คือ “ไม้เศรษฐกิจ”

ในขณะที่ไม้เศรษฐกิจต้องเผชิญกับปัญหารุมเร้า อีกด้านหนึ่งกลับพบว่าความต้องการของตลาดมีมากขึ้นเรื่อยๆ ประมาณการว่าจนถึงปี พ.ศ.2579 มีความต้องการใช้ไม้ดังกล่าวถึง156 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2559 ซึ่งมีปริมาณการใช้ 58 ล้านต้น

สำหรับปี 2560 ประเทศไทยมีการ “นำเข้าไม้” เพื่อแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่านับแสนล้านบาท อุตสาหกรรมไม้อัด ไม้บาง ไม้ประกอบ มีแนวโน้มที่เติบโตมากขึ้นเช่นกัน

ทิศทางของนโยบายการขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์ไม้เศรษฐกิจครบวงจร เพื่อนำไปสู่การหลุดพันกับดักรายได้ปานกลาง และสนับสนุนต่อยอดระบบภายใต้ระบบการพัฒนาอย่างยั่งยืนภายใต้ Thailand 4.0 ถูกนำมาร้อยเรียงและพูดคุยกันในงานสัมมนาวันไม้เศรษฐกิจไทย 2561 “อุตสาหกรรมไม้เศรษฐกิจ ขับเคลื่อนประเทศไทย 4.0 สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” เมื่อวันที่ 5 ม.ค.2561 โดยสาระสำคัญคือรายละเอียดของยุทธศาสตร์ไม้เศรษฐกิจ เพื่อการขับเคลื่อนประเทศไทยยุค 4.0

จงคล้าย วรพงศธร รองอธิบดีกรมป่าไม้ ให้ภาพทิศทางในอนาคตผ่านยุทธศาสตร์และแผนงานการส่งเสริมไม้เศรษฐกิจแบบครบวงจร พ.ศ.2561-2579 ภายใต้หัวข้อยุทธศาสตร์ไม้เศรษฐกิจ เพื่อการขับเคลื่อนประเทศไทยยุค 4.0

รองอธิบดีท่านนี้ ให้ข้อมูลว่า ที่ผ่านมามีการประชุมเพื่อปรึกษาหารือในการกำหนดประเด็นและกรอบ การจัดทำยุทธศาสตร์ฯ ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน โดยมีเป้าประสงค์และตัวชี้วัดของยุทธศาสตร์ 3 ด้าน ประกอบด้วย 1.พื้นที่ปลูกไม้เศรษฐกิจเพิ่มขึ้นเป็นไม่น้อยกว่า 26 ล้านไร่ 2.รายได้เฉลี่ยของเกษตรกรผู้ปลูกไม้เศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 4.2 แสนบาทต่อคน/ปี 3.ผลิตภัณฑ์มวลรวมภาคป่าไม้ของประเทศไม่น้อยกว่า 2 ล้านล้านบาท (พ.ศ.2579)

“ไม้เศรษฐกิจนำประเทศสู่ความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน บนฐานการเติบโตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” รองอธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวถึงวิสัยทัศน์ของยุทธศาสตร์และแผนงานการส่งเสริมไม้เศรษฐกิจแบบครบวงจร พ.ศ.2561-2579 พร้อมด้วยการฝากถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องร่วมมือกันผลักดัน เพื่อนำแผนงานไปสู่การปฏิบัติให้ได้ โดยเฉพาะประเด็นข้อเสนอแนะในการปรับปรุง และแก้ไขกฎหมายป่าไม้

สอดคล้องกับ ผศ.นิคม แหลมสัก คณบดีคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ประธานสำนักงานการรับรองไม้เศรษฐกิจไทย (TFCC) หนึ่งในส่วนสำคัญในการผลักดันยุทธศาสตร์ ที่ระบุว่า มูลค่าทางเศรฐกิจของอุตสาหกรรมไม้ภาพรวมทั้งวงจรมีมูลค่ามากกว่า 3 แสนล้านบาท ไม้จึงนับเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจที่สำคัญ ทั้งยังสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของชาติฉบับที่ 12 แผนปฏิรูปเศรษฐกิจสีเขียว และเชื่อว่านี่คือความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยอย่างแท้จริง เพราะมีลักษณะภูมิประเทศมีศักยภาพสูง

สำหรับยุทธศาสตร์และแผนงานการส่งเสริมไม้เศรษฐกิจแบบครบวงจร พ.ศ.2561-2579 ประกอบด้วย 7 ยุทธศาสตร์ 21 แผนงาน และ 67 โครงการ สรุปได้ดังนี้ ยุทธศาสตร์ที่ 1 การพัฒนาและปรับปรุงกฎหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการส่งเสริมไม้เศรษฐกิจ มุ่นเน้นการปรับปรุงกฎหมาย บังคับปลูกพื้นที่ ส.ป.ก. พัฒนาหลักเกณฑ์รับเกษตรกร

ยุทธศาสตร์ที่ 2 การจัดเตรียมพื้นที่รองรับการส่งเสริมไม้เศรษฐกิจ เน้นเตรียมพื้นที่ปลูก ยุทธศาสตร์ที่ 3 การพัฒนามาตรการทางการคลัง การเงิน และระบบตลาด เพื่อสร้างแรงจูงใจ เน้นลดหย่อนภาษี กองทุนไม้เศรษฐกิจ สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ บทบาทภาคเอกชนส่งเสริมปลูก

ยุทธศาสตร์ที่ 4 การส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกร และผู้ประกอบการไม้เศรษฐกิจ เน้นการรวมกลุ่มเกษตรกร ต้นแบบเกษตรกร ถ่ายทอดเทคโนโลยี ผลักดันไม้เศรษฐกิจสู่อาชีพ ยุทธศาสตร์ที่ 5 การวิจัยและพัฒนา เทคโนโลยี และนวัตกรรมไม้เศรษฐกิจ เน้นการวิจัยพัฒนาพันธุ์ไม้ การจัดการสวนไม้ การใช้ประโยชน์ไม้ ภาคีระหว่างประเทศ สวนยางพารา ไม้เศรษฐกิจ

ยุทธศาสตร์ที่ 6 การเพิ่มประสิทธิภาพระบบการบริหารงานเพื่อส่งเสริมไม้เศรษฐกิจ เน้นการพัฒนาบุคลากรด้านส่งเสริม อาชีพนักส่งเสริมไม้เศรษฐกิจ พัฒนาระบบการให้บริการ ประชาสัมพันธ์เชิงรุก และยุทธศาสตร์ที่ 7 การพัฒนาระบบการรับรองป่าไม้ เน้นการพัฒนาระบบการรับรองป่าไม้ เตรียมความพร้อมองค์กรรับรอง อบรมเกษตรกร ผู้ประกอบการ เพื่อรับการตรวจรับรอง

Masami Nakakubo President and CEO JS Service Co.,Ltd. จากประเทศญี่ปุ่น เล่าถึงนโยบายของประเทศญี่ปุ่นที่สนับสนุนการผลิตไฟฟ้าชีวมวลจากไม้ โดยระบุว่า ประเทศญี่ปุ่นได้สนับสนุนการผลิตไฟฟ้าชีวมวลจากไม้ ขนาดกำลังผลิตประมาณ 5 GW ทดแทนโรงไฟฟ้าจากนิวเคลียร์ ถ่านหินและเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ

“ประเทศญี่ปุ่นมีโรงไฟฟ้าชีวมวลจากไม้จำนวน 100 โรงงาน ขนาดกำลังผลิต 50 MW ต่อโรงงาน ใช้เชื้อเพลิงเป็นก้อนไม้อัดเม็ดประมาณ 2.5 แสนตันต่อโรงงาน หรือคิดง่ายๆ คือมีความต้องการเชื้อเพลิงเป็นก้อนไม้อัดเม็ดราว 25 ล้านตันต่อไป โดยประมาณว่าจะต้องใช้ไม้สดในการผลิตประมาณ 2 เท่า หรือประมาณ 50 ล้านตัน” Masami กล่าว

Masami กล่าวว่าอีก เชื้อเพลิงสำหรับใช้ภายในโรงไฟฟ้าชีวมวลของประเทศญี่ปุ่นไม่เพียงพอต่อความต้องการ เนื่องจากลักษณะภูมิประเทศที่ต่างกัน โดยใช้เติบโตมากว่าประเทศไทยถึง 10-15 ปี ด้วยความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทย และญี่ปุ่น ซึ่งนำมาสู่ความร่วมมือและข้อตกลงในการสนับสนุนไม้ยางพารา ซึ่งเป็นไม้ยางพาราที่ไม่สามารถให้ผลิตผลได้ เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า

- Advertisement -