‘ยูเอ็น’ ยกปากีสถานติดอันดับ 7 วิกฤตน้ำแล้ง-น้ำท่วมขั้นรุนแรง ท่ามกลางข้อสงสัยว่าเป็นเพราะสาเหตุจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือเกิดจากความล้มเหลวในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในประเทศกันแน่

จากรายงานขององค์การสหประชาชาติ (UN) ปากีสถานเป็นประเทศอันดับ 7 ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อน สอดคล้องกับผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำในปากีสถานที่กล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า ปากีสถานจะต้องเผชิญกับทั้งภัยแล้งและน้ำท่วมที่รุนแรงและจะยืดเยื้อยาวนานกว่าเดิม อย่างไรก็ตาม เมื่อรวมกับการที่ปากีสถานไม่มีประสิทธิภาพเรื่องการบริหารจัดการระบบน้ำอย่างยั่งยืน ส่งผลให้น้ำเพื่อการบริโภคเหลือใช้เพียง 10% เท่านั้น และหากต้องการจะหลีกเลี่ยงวิกฤตนี้ ปากีสถานจะต้องกักเก็บน้ำให้ได้มากกว่า 22,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ภายในปี 2025

“สภาวะโลกร้อนเป็นความจริงและส่งผลกระทบต่อชาวปากีสถานไม่เว้นแต่ละวัน ในฤดูฝนเราจะพบกับอุทกภัยรุนแรง แต่เมื่อหมดฝน เราก็จะเผชิญกับวิกฤตภัยแล้งที่รุนแรงเช่นกัน” มูฮัมหมัด อัชฮราฟ (Muhammad Ashraf) ประธานคณะกรรมาธิการวิจัยทรัพยากรน้ำแห่งปากีสถาน (Pakistan Council of Research in Water Resources: PCRWR) กล่าวในงานประชุมน้ำนานาชาติครั้งที่ 4 (4th International Water Conference) ที่เมืองอิสลามาบาด ประเทศปากีสถาน เมื่อวันที่ 19-21 ธันวาคม 2017 ที่ผ่านมาว่า

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวนทั่วโลก ส่งผลกระทบโดยตรงต่อทรัพยากรน้ำในปากีสถาน กลายเป็นความท้าทายใหญ่ของรัฐบาลขณะนี้ เมื่อปริมาณน้ำในประเทศสวนทางกับจำนวนประชากรที่มีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

“จากตัวเลขการสำรวจสำมะโนครัวล่าสุด อัตราการเติบโตของประชากรปากีสถานเพิ่มขึ้นจาก 2% เป็น 2.4% ขณะที่ทรัพยากรของเรากลับน้อยลงทุกวัน นี่คือความท้าทายยิ่งใหญ่ของเราในการบริหารทรัพยากรเพื่อรองรับความต้องการขั้นพื้นฐาน โดยเฉพาะทรัพยากรน้ำและอาหาร” ซาร์ทาจ อาซิส (Sartaj Aziz) นักเศรษฐศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านยุทธศาสตร์ และหนึ่งในคณะกรรมการแห่งกระทรวงบริหารการวางแผนแห่งปากีสถาน (Planning Commission Deputy Chairman) ชี้ให้เห็นข้อเท็จจริง

ปัจจุบันความสามารถในการกับเก็บน้ำของปากีสถานทำได้เพียง 10% ต่อปี จากเดิมคือ 40% ต่อปี สอดคล้องกับรายงานจากคณะกรรมาธิการแผนของปากีสถานที่ระบุว่า ปริมาณน้ำที่ใช้บริโภคต่อหัวของชาวปากีสถานลดลงอย่างต่อเนื่อง

กล่าวคือ ในปี 1951 ชาวปากีสถานมีน้ำดื่มบริโภคต่อหัวอยู่ที่ 5,650 ลูกบาศก์เมตร ลดเหลือ 1,000 ลูกบาศก์เมตรต่อคนเมื่อปี 2010 และคาดการณ์ว่าจะลดเหลือเพียง 800 ลูกบาศก์เมตรต่อคนในปี 2025 ขณะที่เมื่อถึงเวลานั้นจำนวนประชากรชาวปากีสถานจะมากกว่า 200 ล้านคน นั่นหมายความว่า หากต้องการให้น้ำมีเพียงพอสำหรับทุกคน ปากีสถานจะต้องเก็บกักน้ำให้ได้มากถึง 22,000 ล้านลูกบาศก์เมตร

นอกจากสภาวะโลกร้อนที่ส่งผลให้ปากีสถานเผชิญกับวิกฤตดังกล่าวแล้ว สำนักข่าว The Nation ของปากีสถานอ้างว่า อีกหนึ่งปัญหาที่ซ้ำเติมสถานการณ์น้ำในประเทศ คือการที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินเดียซึ่งแม้จะมีสัมพันธไมตรีที่ดีต่อกันมาช้านาน ได้สร้างเขื่อนเหนือแม่น้ำเฌลัม (Jhelum) และจนาพ (Chenab) ซึ่งถือว่าเป็นการละเมิดสนธิสัญญากระจายแหล่งน้ำระหว่างอินเดียกับปากีสถาน (Indus Waters Treaty) เมื่อ19 กันยายน 1960 ที่มีการแบ่งการควบคุมแม่น้ำทั้ง 3 สายฝั่งตะวันออก ได้แก่ แม่น้ำ Ravi, Sutlej และ Bias เป็นของอินเดีย ส่วนฝั่งตะวัน แม่น้ำ Jhelum และ Chenab เป็นของปากีสถาน และยังคงเป็นข้อพิพาทกันอยู่ทุกวันนี้

อย่างไรก็ตาม วิกฤตน้ำที่ปากีสถานเผชิญอยู่ก็ไม่อาจกล่าวโทษปัจจัยภายนอกได้เสียอย่างเดียว เพราะปัจจัยสำคัญที่สุดมาจากการที่ปากีสถานไม่มีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการระบบน้ำอย่างยั่งยืน กล่าวคือ ปริมาณน้ำในแต่ละปีถูกปล่อยทิ้งลงทะเลอย่างไร้คุณค่า สืบเนื่องจากปากีสถานไม่มีการสร้างอ่างกักเก็บน้ำอย่างเหมาะสม แม้ว่าจะเป็นประเทศที่มีการบริโภคน้ำสูงสุดเป็นอันดับที่ 4 ของโลก และน้ำในประเทศแห่งนี้ยังมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงถึง 7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

อีกทั้งในหลายเมืองใหญ่ของปากีสถานยังบริโภคน้ำบาดาลกันเป็นปริมาณมาก รายงานจากคณะวิจัยแหล่งทรัพยากรน้ำแห่งปากีสถาน (Pakistan Counsel of Research on the water resources of Pakistan: PCRWR) เปิดเผยว่า สาเหตุที่ทำให้ภัยแล้งในปากีสถานรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เป็นเพราะมีการขุดใช้น้ำบาดาลมากเกินไป สอดคล้องกับรายงานของเอ็นจีโอ Pakistan Water Gateway ที่ระบุว่า สถานการณ์น้ำบาดาลในปากีสถานลดลงถึง 1 เมตรต่อปี

ไม่เพียงการสูบน้ำบาดาลมาบริโภคในปริมาณมากเท่านั้น แต่ยังก่อให้เกิดผลข้างเคียงต่อร่างกายมนุษย์อีกด้วย กล่าวคือ คุณภาพน้ำบาดาลจะปนเปื้อนด้วยสารโลหะหนักต่างๆ เช่น ทองแดง โคบอลต์ นิกเกิล และสารอื่นๆ เป็นจำนวนมาก ซึ่งตามมาด้วยสาเหตุของการแพร่กระจายเชื้อไวรัสตับอักเสบ

จากทั้งหมดที่กล่าวมานั้น ปากีสถานจะรอดพ้นวิกฤตดังกล่าวได้ หากสามารถขยายการกักเก็บน้ำให้ได้เป็น 22,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ภายในปี 2025 และวางยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำใหม่ เช่น ควบคุมการสูบน้ำบาดาลและการชลประทานอย่างเหมาะสม สร้างอ่างเก็บน้ำหรือการจัดทำนโยบายน้ำแห่งชาติ เป็นต้น

“เราต้องทบทวนระบบบริหารจัดการน้ำใหม่ เพื่อแก้ไขวิกฤตขาดแคลนน้ำในอนาคตอันใกล้นี้” ซาร์ทาจ อาซิส กล่าว

ที่มา:
https://goo.gl/JNCAHs
https://goo.gl/g4LY1o

- Advertisement -