ฤดูกาลผันผวน ผลผลิตแปรปรวน วิกฤตรุมเร้า ‘เกษตร-ประมง’ ปรับตัวขนานใหญ่สู้ภัยโลกร้อน

แม้ประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ จะพยายามป่าวประกาศแก่ชาวโลกว่า ปัญหา “โลกร้อน” เป็นเรื่องแต่ง และขู่จะถอนตัวจากข้อตกลงปารีสก็ตาม แต่ปรากฏการณ์ภัยพิบัติจากธรรมชาติที่หนักหน่วงมากขึ้นในรอบหลายสิบปีมานี้ ไม่อาจทำให้คนทั่วโลกคิดเป็นอื่นไปได้

แม้กระทั่งกลุ่มคนเล็กๆ ในประเทศไทย อย่างเกษตรกรรายย่อย ชาวประมงพื้นบ้าน ก็ยังสัมผัสได้ว่า โลกร้อนเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ไม่อาจมองข้าม ด้วยเหตุที่พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับความเสี่ยงและความเปราะบางของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศทุกเมื่อเชื่อวัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพและชีวิตความเป็นอยู่อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

เมื่อปัญหาโลกร้อนจ่ออยู่ที่ปลายจมูก ทำให้ภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคมการทำงานด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ซึ่งประกอบด้วยเกษตรกรและชาวประมง ร่วมเปิดวงพูดคุยภายใต้หัวข้อ “พลังการรุกรับปรับต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศบนโลกที่เปราะบาง” เพื่อหาทางออกร่วมกันว่า คนตัวเล็กๆ อย่างพวกเขาจะดำรงชีวิตอยู่ต่อไปอย่างไรภายใต้สถานการณ์ที่เกิดขึ้น

—– ประมงเมืองเพชร หันพึ่งหอยแครงมาเลเซีย —–

เฉลิมเกียรติ ไกรจิตต์ ตัวแทนกลุ่มเลี้ยงหอยแครง ต.บางตะบูน อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี เล่าว่า ปัญหาจากอุณหภูมิโลกที่ค่อยๆ เพิ่มสูงขึ้นส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศในทะเลและบนบกโดยตรง ทำให้ผู้เลี้ยงหอยแครงต้องปรับเปลี่ยนพันธุ์หอย จากพันธุ์พื้นบ้านมาเป็นพันธุ์จากมาเลเซีย เพราะทนต่อความร้อนได้ดีกว่า ประกอบกับมีน้ำหนักและปริมาณเนื้อหอยที่มากกว่าพันธุ์พื้นบ้าน ทำให้สามารถขายได้ในราคาที่ดีกว่า

เขาเล่าต่อว่า ปัจจุบันผู้เพาะเลี้ยงหอยแครง ต.บางตะบูน ต้องเผชิญกับสถานการณ์น้ำเสีย น้ำท่วม และการระบายน้ำจากชลประทาน ทั้งจากฝั่งเพชรบุรีและจาก อ.แม่กลอง จ.สมุทรสงคราม ในช่วงฤดูเก็บผลผลิตคือ ระหว่างเดือน ต.ค.-ธ.ค.

“ช่วงนี้ทำให้หอยแครงตาย และส่งผลกระทบเสียหายต่อการลงทุน ด้วยเหตุผลนี้ผู้เพาะเลี้ยงหอยแครงจึงขยับช่วงเวลาในการเพาะเลี้ยง โดยจะปล่อยพันธุ์ในเดือน ธ.ค.-ก.ย. เพื่อหลีกเลี่ยงช่วงเวลาน้ำหลากและปริมาณน้ำฝนที่ไม่แน่นอนในแต่ละปี” เฉลิมเกียรติ กล่าว

เขาให้รายละเอียดอีกว่า ในพื้นที่ ต.บางตะบูน มีจำนวนผู้เลี้ยงหอยประมาณ 420 ราย และเป็นแหล่งเพาะเลี้ยงหอยแครงแห่งแรกของประเทศไทย เพราะอ่าวบางตะบูนมีความอุดมสมบูรณ์ของธาตุอาหารและอินทรีย์วัตถุ จากตะกอนดินที่มาจากลำคลองธรรมชาติที่สำคัญจากทั้งแม่น้ำเพชรบุรีและแม่น้ำแม่กลอง

—– ‘แม่แจ่ม’ หวังพลิกฟื้นพื้นที่สีเขียว —–

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับการทำเกษตรบนพื้นที่สูงของ อ.แม่แจ่ม สะท้อนความล้มเหลวในการจัดการทรัพยากรที่ดินและป่าไม้ ซึ่งใช้กฎหมายอย่างเข้มข้นเพื่อควบคุมการเข้าถึงและการมีส่วนร่วมชองชุมชนและฝ่ายต่างๆ ส่งผลกระทบต่อวิถีการดำรงชีวิตของชุมชน นำมาซึ่งความขัดแย้งและความไม่เป็นธรรมให้กับคนในพื้นที่

ประพันธ์ พิชิตไพรพนา มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ภาคเหนือ จ.เชียงใหม่ เล่าว่า ผืนป่าลดจำนวนลงอย่างต่อเนื่อง เพราะการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ผลกระทบที่ตามมาคือ ไฟป่า หมอกควัน น้ำในลำห้วยแห้งขอด เกิดสภาวะแล้งจัด น้ำไม่เพียงพอต่อการอุปโภคบริโภค

เขาเล่าต่อว่า การเปลี่ยนแปลงของสภาพดิน ฟ้า อากาศ ทั้งฤดูกาลที่ผันผวน ความร้อน ความหนาว และปริมาณน้ำฝนที่เปลี่ยนไป ยิ่งตอกย้ำความยากลำบากในการทำเกษตร โดยเฉพาะเมื่อปริมาณน้ำลดลง ทำให้ลำห้วยเล็กๆ แห้งขอด มีน้ำเฉพาะฤดูฝน

“บางครั้งน้ำมีลักษณะสีแดงเป็นตะกอน นั่นเป็นเพราะดินเสื่อมโทรม ไม่สามารถอุ้มน้ำไว้ได้ และเสี่ยงต่อการเกิดภัยพิบัติดินถล่ม น้ำป่าไหลหลาก ขณะที่ชุมชนต้องเผชิญกับภาวะหนี้สินจากการลงทุน ขาดความมั่นคงทั้งด้านอาหาร รายได้ และชีวิตความเป็นอยู่” ประพันธ์ กล่าว

แนวทางสำคัญที่ชาวแม่แจ่มเชื่อว่าจะสามารถบรรเทาปัญหาลงได้ และจะเป็นการแก้ปัญหาระยะยาวคือ การสร้างพื้นที่สีเขียวให้ป่าไม้กลับคืนมา

—– เกษตรอินทรีย์สนามชัยเขต เร่งพัฒนาพันธุ์พืช —–

พูลเพ็ชร สีเหลืองอ่อน เครือข่ายเกษตรอินทรีย์สนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา เล่าว่า ทางเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ขอรับรองมาตรฐานสากลมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544 มีสมาชิกกว่า 418 ราย โดยกระจายอยู่ในจังหวัดฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี สระแก้ว และนครนายก เพื่อส่งเสริมการผลิตในระบบเกษตรอินทรีย์ที่มีความยั่งยืน ในการสร้างความมั่นคงทางด้านอาหารและรายได้

“จากการแลกเปลี่ยนกับตัวแทนของกลุ่มเกษตรอินทรีย์สนามชัยเขต พบว่า ช่วง 10 ปีที่ผ่านมามีสภาพอากาศแล้งที่รุนแรง การตกของฝนที่มีน้อยเกินไปและมากเกินไปในช่วงเวลาที่กระจุก ทำให้เกิดภาวะน้ำท่วมในฤดูฝน และขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง อีกทั้งการระเหยอย่างรวดเร็วของน้ำ ทำให้ดินเก็บความชุ่มชื้นได้ระยะสั้นๆ จึงมีปัญหาขาดแคลนน้ำในภาคการเกษตร” พูลเพ็ชร กล่าว

เขาเล่าต่ออีกว่า การกระจายของฝนเปลี่ยนไปโดยมีฝนตกในช่วงเดือน มี.ค.-พ.ค. ลักษณะการตกเป็นแบบกระจาย แต่น้ำระเหยเร็ว ซึ่งฝนตกลักษณะนี้ทำให้ไม่สามารถเก็บกักน้ำไว้ใช้ได้ สถานการณ์เหล่านี้เกิดถี่ขึ้นในพื้นที่ ทั้งยังมีอากาศร้อนส่งผลต่อการติดลูกติดดอกของไม้ผลและการลีบของเมล็ดข้าว

ทั้งนี้ ทางเครือข่ายมีแนวทางในการแก้ไขปัญหาคือ การพัฒนาพันธุ์ข้าว พันธุ์ผัก พัฒนานวัตกรรมการเกษตร เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ปรับเปลี่ยนระบบการผลิตแบบเชิงเดี่ยวมาเป็นระบบเกษตรอินทรีย์ การทดลองจัดเก็บสภาพภูมิอากาศประจำถิ่น (Micro Climate) และการทดลองปรับเปลี่ยนพันธุ์ข้าว เป็นต้น