วิกฤตภัยแล้งต้นเหตุไฟป่าผลาญแคลิฟอร์เนีย จับตาชาติอาเซียนรับมือเพลิงไหม้หน้าร้อน

ภาพวิดีโอซึ่งถ่ายโดยคนขับรถยนต์รายหนึ่งระหว่างวิ่งอยู่บนทางด่วนหมายเลข 405 ในลอสแองเจอลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย ฉายภาพไฟไหม้ผืนป่าราวกับทะเลเพลิงขนาดใหญ่อยู่เบื้องหน้า สร้างความสะพรึงกลัวให้กับผู้ชมราวกับภาพยนต์วันสิ้นโลกของโรแลนด์ เอมเมอริค อย่างไม่ผิดเพี้ยน

ภาพนี้ถูกโพสต์ในวันที่ 6 ธันวาคม 2560 ที่ผ่านมา ผ่านอินสตาแกรมที่ใช้ชื่อว่า “barstoolsports” ซึ่งมียอดคนดูคลิปมากกว่า 4 ล้านครั้ง

ไฟป่าที่มีชื่อเรียกว่า “โทมัส” นี้ได้ทำลายล้างผืนป่าในแถบภาคตะวันตกของสหรัฐอเมริกา โดยไฟป่าเริ่มขึ้นตอนใต้ของรัฐแคลิฟอร์เนียเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม ภายในเวลาเพียง 1 สัปดาห์ หลังจากนั้น การเผาผลาญได้ขยายวงครอบคลุมเนื้อที่ไปแล้วกว่า 240,000 เอเคอร์ (ประมาณ 971 ตารางกิโลเมตร เทียบเท่า 1.4 เท่าของพื้นที่ประเทศสิงคโปร์ )

มีผู้คนที่ต้องอพยพอีกกว่า 200,000 คน และต้องใช้งบประมาณถึง 38.4 ล้านเหรียญสหรัฐ (125 ล้านบาท) ในการระงับไฟไหม้ แม้ว่าไฟจะอ่อนแรงลงในต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ยังคงมีรายงานไฟไหม้ในหลายจุดจนถึงปัจจุบันนี้

คำถามที่ถูกหยิบขึ้นมาพิจารณาคือ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดไฟไหม้ในรัฐแคลิฟอร์เนียครั้งนี้หรือไม่ ?

สำนักข่าว The Atlantic รายงานว่าเหตุการณ์ไฟป่าในรัฐแคลิฟอร์เนียที่ใหญ่ที่สุด 7 ใน 10 ครั้งเกิดขึ้นในเวลาเพียง 14 ปีที่ผ่านมา

“ไฟป่าเหล่านี้ไม่สามารถใช้บ่งชี้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ทันที” John Abatzoglou ผู้ช่วยศาตราจารย์ด้านภูมิศาสตร์และสภาพอากาศ มหาวิทยาลัยไอดาโฮ กล่าวกับ The Atlantic

“จริงอยู่ว่าเร็วๆ นี้ รัฐแคลิฟอร์เนียมีอากาศร้อนที่สุดในบันทึกประวัติการณ์ สิ่งที่ผิดปกติอย่างยิ่งคือการมาของฝนล่าช้าในตอนใต้ (ของรัฐแคลิฟอร์เนีย) ซึ่งทำให้ป่าแห้งแล้งและเกิดไฟป่า”

สาเหตุความแห้งแล้งผิดปกติ

ในขณะที่รัฐแคลิฟอร์เนียตอนใต้แห้งแล้งจนเกิดไฟป่าลุกลาม ในอีกฟากทางฝั่งตะวันออกกลับมีสภาพอากาศที่หนาวจัด

โดยธรรมชาติ “การแบ่งแยกของกระแสอากาศ” ในลักษณะเช่นนี้เกิดจากกระแสลมกรด (Jet-stream) ซึ่งเป็นแถบกระแสมลมไหลแรงในฝั่งซีกโลกเหนือ แยกอากาศร้อนและเย็นออกจากกัน และนำพาอากาศทั้งสองแบบไปในสถานที่แตกต่างกันไป

แต่ในช่วงระยะหลัง พบว่ารูปแบบอากาศที่ได้รับอิทธิพลจากกระแสลมกรดกลับมีความรุนแรงและความถี่มากยิ่งขึ้น เช่น เกิดอากาศแล้งรุนแรง หรือหนาวจัดในต่างสถานที่พร้อมๆ กัน การเปลี่ยนแปลงนี้มีผลต่อการเกิดไฟป่าในรัฐแคลิฟอร์เนียในช่วงระหว่างปี 2556-2559 ที่ผ่านมา

Daniel Swain นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศประจำมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย กล่าวว่า กระแสลมกรดที่พาดผ่านในบริเวณรัฐแคลิฟอร์เนียกันฝนและพายุเข้ามาภายในแผ่นดิน และทำให้กระแสน้ำเปลี่ยนแปลงจนพาสัตว์ทะเลที่ไม่เคยพบเห็นมายังชายฝั่งของรัฐแคลิฟอร์เนีย

Swain เรียกกระแสลมกรดที่เปลี่ยนแปลงไปนี้ว่า “แนวแถบที่กลับไปกลับมาอย่างน่าขัน”

นอกจากนี้ บทความของ Nature Communications ให้มุมมองว่า ผลจากการที่โลกร้อนขึ้นที่ทำให้ชั้นน้ำแข็งในมหาสมุทรอาร์คติกหายไปนั้น อาจมีส่วนในการเปลี่ยนการไหลเวียนของมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งบรรจบกับแผ่นดินสหรัฐทางทิศตะวันตก รวมทั้งรัฐแคลิฟอร์เนีย และกระตุ้นให้กระแสลมกรดเปลี่ยนทิศทางไป เป็นสาเหตุให้เกิดอากาศแปรปรวนและเกิดไฟป่าที่รุนแรงขึ้น

ไฟป่าและหมอกควันใกล้บ้านเรา

ขณะที่ไฟป่าในรัฐแคลิฟอร์เนียเริ่มคลี่คลายลง ทางภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเข้าสู่ฤดูแล้ง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ไฟป่าอาจประทุขึ้น และเกิดการเผาไหม้ลากยาวนานหลายเดือน

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม ที่ผ่านมา พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ลงพื้นที่ใน จ.ลำปาง เพื่อประชุมเตรียมการรับมือการเกิดไฟป่าและหมอกควันในจังหวัดภาคเหนือที่อาจเกิดขึ้นได้ในช่วงหน้าแล้งในเดือน มกราคม-เมษายน ปีหน้า โดยคาดว่าปี 2561 จะสามารถควบคุมจำกัดบริเวณไฟป่าได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากการเฝ้าระวังอย่างเข้มข้นและบังคับใช้กฎหมายกับผู้จุดไฟ นอกจากนี้ ตัวแทนของประเทศไทยยังมีการพูดคุยกับประเทศลาวและเมียนมา เพื่อระงับการเผาป่าในประเทศเพื่อนบ้านด้วย

ในปีนี้ รัฐบาลอินโดนีเซียสามารถระงับการเผาไหม้ได้หลายจุด โดยในเดือนกรกฎาคมมีรายงานว่าพบจุดฮอทสปอทเพียง 180 จุดเท่านั้น ความพยายามในครั้งนี้เกิดจากแรงกดดันจากประเทศอาเซียน ซึ่งทำให้ Nazir Foead ผู้อำนวยการหน่วนงานฟื้นฟูป่าพรุ สัญญาว่าจะทำให้ปี 2561 เป็นปีที่ปราศจากหมอกควันสำหรับประเทศเพื่อนบ้าน

แม้ว่าปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดนจะไม่รุนแรงในปีนี้ก็ตาม แต่โรงเรียนหลายแห่งจำต้องปิดตัวลงชั่วคราว โดยเฉพาะในรัฐอาเจะห์ ซึ่งพบว่ายังมีการแผ้วถางป่า นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าผู้ป่วยด้วยโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจมีจำนวนเพิ่มขึ้น

สำหรับสาเหตุการเกิดไฟป่านั้น นอกจากจะเกิดจากอากาศแห้งแล้งแล้ว รากของปัญหาเกิดจากการบุกรุกและแผ้วถางป่าเพื่อการเกษตรกรรม โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันของอินโดนีเซียที่การเผาเกิดขึ้นในป่าพรุเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นที่สะสมก๊าซมีเทนอันเป็นเชื้อเพลิงไฟอย่างดี

เหตุการณ์ไฟป่าครั้งสำคัญในประเทศอินโดนีเซียเกิดขึ้นเมื่อเดือนกันยายน ปี 2558 ซึ่งมีรายงานการเกิดไฟป่าตั้งแต่ต้นปี จนกระทั่งเกิดหมอกควันสะสม จนสร้างผลกระทบให้กับสภาพอากาศตั้งแต่กลางปีเป็นต้นมา

คณะกรรมการบริหารภัยพิบัติแห่งชาติอินโดนีเซียประกาศให้พื้นที่ 6 จังหวัดในอินโดนีเซีย อยู่ภายใต้การประกาศสภาวะฉุกเฉิน การเผาไหม้ของไฟป่าก่อให้เกิดหมอกควันในพื้นที่หมู่เกาะเรียว จังหวัดแจมบี เกาะสุมาตราตอนใต้ และเกาะบอร์เนียว รวมทั้งเกิดวิกฤตหมอกควันข้ามพรมแดนลุกลามไปยังประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์ และทางตอนใต้ของไทย

ในเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือนในปีเดียวกันนั้น รัฐบาลจาการ์ต้าได้ประกาศภาวะฉุกเฉินอีกครั้งในหมู่เกาะเรียว คราวนี้มีการอพยพผู้คนออกจากหลายเมือง ปรากฏการณ์ครั้งนั้นนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงสถิติใหม่ของดัชนีมาตรฐานมลพิษ (PSI) ว่ามีค่ามาตรฐานมลพิษที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2344

ข้อมูลอ้างอิง
ภาพวิดีโอไฟป่าโทมัส : https://www.instagram.com/p/BcXhMGnDpEc/
สถานการณ์ไฟป่าในรัฐแคลิฟอร์เนีย : https://www.theatlantic.com/science/archive/2017/12/what-climate-change-did-and-didnt-have-to-do-with-the-socal-fires/547712/
การเปลี่ยนแปลงของประแสลมกรด : https://www.washingtonpost.com/news/capital-weather-gang/wp/2017/12/06/thanks-to-climate-change-the-weather-pattern-burning-up-california-and-freezing-the-east-may-thrive/
สถานการณ์ไฟป่าในประเทศอินโดนีเชียประจำปี 2560 : http://www.todayonline.com/singapore/low-possibility-haze-singapore-over-next-two-weeks-nea และ https://ensia.com/features/haze-free-indonesia/