ชงรัฐงัดกฎเหล็กเก็บค่าถุงพลาสติก 1-2 บาท ใครสะดวกใช้…ต้องสะดวกจ่าย

คนไทยผลิตขยะปีละ 27 ล้านตัน เฉลี่ยคนละ 1.14 กิโลกรัมต่อวัน ใน 1 ปี มีขยะพลาสติกกว่า 2 ล้านตัน ในจำนวนนี้สามารถนำกลับมารีไซเคิลได้ใหม่เพียง 1 ใน 4 ส่วนที่เหลือ 1.5 ล้านตัน กลายเป็นขยะสะสมที่สร้างปัญหาให้กับประเทศและสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นปัญหาขยะล้นเมือง ทัศนะอุจาด ท่อระบายน้ำอุดตัน สิ่งแวดล้อมเป็นพิษ โรคระบาด สูญเสียงบประมาณ เสียหายต่อการท่องเที่ยว ขยะทะเล ฯลฯ

ข้อมูลข้างต้นมาจากรายงานสถานการณ์ขยะมูลฝอยชุมชน ปี พ.ศ.2559 โดยกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ซึ่งเผยให้เห็นว่า การจัดการขยะในประเทศไทยยังคงเป็นปัญหาที่ซุกอยู่ใต้พรม

แม้มีการรณรงค์กันมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ยุคที่มีแคมเปญ “ตาวิเศษเห็นนะ” ต่อมาจึงเริ่มมีการรณรงค์คัดแยกขยะ ลดการใช้ถุงพลาสติก ไม่รับถุง และการใช้ถุงผ้าลดโลกร้อน จนปัจจุบันมีการใช้ถุงผ้าอย่างแพร่หลายไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ใดของประเทศ แต่ปริมาณของพลาสติกกลับไม่ลด และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้นด้วยซ้ำ

เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น?

เพื่อจะค้นหาคำตอบ คลี่คลายข้อสงสัย กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทส. คณะนิเทศศาสตร์และนวัตกรรมการจัดการ สถาบันบัณฑิตพัฒนาบริหารศาสตร์ (นิด้า) และคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) จึงจัดงานเสวนาในหัวข้อ “ถุงพลาสติก เรา ใช้ ใคร ต้องจ่าย?” เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายในการงดใช้ถุงพลาสติกอย่างยั่งยืน

—– โพลเผยคนไทยกว่า 50% ยินดีจ่ายค่าถุงพลาสติก —–

รศ.กุลทิพย์ ศาสตระรุจิ รองคณบดี คณะนิเทศศาสตร์และนวัตกรรมการจัดการ นิด้า ในฐานะหัวหน้าโครงการศึกษามาตรการที่เกี่ยวข้องในการจัดการถุงพลาสติก กล่าว่า สถานการณ์ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับกันว่าถุงพลาสติกคือส่วนหนึ่งของต้นตอการก่อปัญหามลพิษ ทว่าผู้ใช้ถุงพลาสติกซึ่งเป็นผู้ก่อมลพิษ กลับไม่ต้องแบกรับต้นทุนความรับผิดชอบต่อสังคม

อาจารย์กุลทิพย์ให้รายละเอียดว่า การได้รับถุงฟรีจากผู้ขายสินค้าและบริการส่งผลให้ผู้บริโภคไม่เกิดแรงจูงใจในการลดการใช้ถุงพลาสติก การจัดเก็บค่าธรรมเนียมการใช้ถุงพลาสติกจึงเป็นมาตรการหนึ่งที่จะทำให้ผู้ใช้ถุงพลาสติกต้องแบกรับต้นทุน เพื่อให้เกิดความรับผิดชอบต่อสังคม และสร้างแรงจูงใจในการลดการใช้ถุงพลาสติกได้อย่างมีประสิทธิผล

จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างประมาณ 2,000 คนทั่วประเทศ โดยศูนย์วิจัยนิด้าโพล พบว่า ร้อยละ 89 เห็นด้วยว่าขยะพลาสติกเป็นปัญหาสำคัญที่รัฐควรเร่งแก้ไขโดยเร็ว โดยร้อยละ 88 เห็นด้วยว่าการใช้ถุงพลาสติกมีส่วนทำให้เกิดปัญหาโลกร้อน และร้อยละ 63 เห็นด้วยว่าประชาชนทุกคนควรมีส่วนร่วมในการแบกรับต้นทุนการจัดการขยะพลาสติก

สำหรับความคิดเห็นเกี่ยวกับมาตรการลดการใช้ถุงพลาสติกที่ควรนำมาใช้นั้น พบว่า ร้อยละ 78 เห็นด้วยกับนโยบายการห้ามใช้ถุงพลาสติก ในขณะที่ประชาชนร้อยละ 57 เห็นด้วยกับมาตรการเก็บค่าธรรมเนียมถุงพลาสติก และประชาชนกว่าร้อยละ 60 เห็นด้วยว่ามาตรการเก็บค่าธรรมเนียม จะช่วยลดการใช้ถุงพลาสติกได้

“สำหรับอัตราค่าธรรมเนียม คณะผู้วิจัยเสนอว่าควรอยู่ที่ 1-2 บาทต่อถุง โดยให้จัดเก็บจากผู้ซื้อสินค้า ซึ่งเป็นผู้ใช้ถุงพลาสติกตามหลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย การจัดเก็บอาจจะเริ่มจากร้านซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่และร้านสะดวกซื้อ เนื่องจากมีระบบการชำระเงินสดที่สามารถติดตามตรวจสอบได้ โดยค่าธรรมเนียมที่จัดเก็บได้ควรนำไปใช้ในการจัดการปัญหาขยะและสิ่งแวดล้อม” รศ.กุลทิพย์ กล่าว

—– เก็บเงิน (กับใคร) สร้างจิตสำนึก —–

“อย่ามองว่าพลาสติกคือผู้ร้าย เพราะเราอยู่แบบไม่มีพลาสติกไม่ได้ อะไรที่เป็นต้นเหตุของปัญหา ก็ควรจะไปมองตรงจุดนั้น เรารณรงค์เรื่องขยะมานานมาก แต่ที่ผ่านมาไม่ได้แก้ปัญหาให้ถูกจุด การแก้ปัญหาที่ถูกจุดต้องวิเคราะห์กันใหม่ว่า ถุงพลาสติกคือปัญหา หรือว่าการทิ้งขยะ การจัดการขยะ คือปัญหา”

สุรศักดิ์ เหลืองอร่ามศรี รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดฉากการสนทนาพร้อมตั้งข้อสังเกตว่า หากเก็บค่าธรรมเนียมกับผู้ผลิตถุงพลาสติก ผู้ผลิตก็จะผลักต้นทุนไปยังผู้จำหน่าย และหากเก็บค่าธรรมเนียมกับผู้จำหน่าย ก็จะผลักภาระไปยังผู้ซื้อถุงพลาสติกในราคาที่สูงขึ้น สุดท้ายก็จะผลักไปยังผู้บริโภค

รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติกเสนอว่า หากมีการเก็บค่าธรรมเนียมเพื่อสร้างให้เกิดจิตสำนึก ควรเก็บที่ผู้บริโภค เพราะจะทำให้ผู้บริโภคเกิดพฤติกรรมลดการใช้ถุงพลาสติกลงได้ แต่หากเก็บในราคาที่สูงเกินไป อาจกระทบกับผู้ผลิตถุงพลาสติกในระดับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)

สุรศักดิ์ เสนอต่ออีกว่า ควรมีการเก็บค่าธรรมเนียมในราคา 0.5-1 บาท/ใบ แล้วนำเงินที่ได้จากการเก็บค่าธรรมเนียมมารณรงค์ให้ความรู้ประชาชนในการคัดแยกขยะ เพื่อช่วยลดปริมาณขยะ เพิ่มมูลค่าขยะ และเตรียมความพร้อมสำหรับธุรกิจรีไซเคิลในอนาคต รวมถึงลดการนำเข้าขยะมารีไซเคิล ซึ่งถือเป็นการแก้ปัญหาทั้งระบบอย่างครอบคลุม

เขากล่าวถึงแนวทางการลดใช้ถุงพลาสติกอีกว่า ควรลดการใช้ถุงขนาดเล็ก และมีการผลิตให้หนาขึ้น เพื่อให้มีคุณภาพเหมาะสม สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้สะดวก ส่วนถุงพลาสติกชีวภาพทุกวันนี้ยังมีปัญหาเรื่องอายุการใช้งานที่สั้นเกินไป เมื่อผลิตเสร็จสามารถใช้งานได้เพียง 9 เดือน

—– ชงมาตรการภาษีถุงพลาสติก —–

ด้าน สำเร็จ ศรีพงษ์กุล รองผู้จัดการทั่วไป ด้านกลยุทธ์ภาพลักษณ์องค์กร บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การลดพลาสติกไม่ใช่เรื่องของถุง แต่เป็นเรื่องของคน และไม่ใช่ลดจำนวนถุง แต่ต้องลดความอยากบริโภคถุง ดังนั้นต้องลดความต้องการใช้ของคนมากกว่าการลดจำนวนถุง

รองผู้จัดการทั่วไป ซีพี ออลล์ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาบริษัทได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเพื่อลดการใช้ถุงพลาสติก ซึ่งได้ผลตอบรับเป็นอย่างดี แต่มาตรการดังกล่าวเป็นการจัดการภายในมหาวิทยาลัย และมีกฎระเบียบที่ชัดเจนว่าหากจะรับถุงพลาสติกต้องจ่ายเงินเพิ่ม แต่หากมองภาพใหญ่ในสังคมไทยอาจจำเป็นต้องอาศัยกฎหมาย

“ปัญหาขณะนี้ไม่ใช่อยู่ที่ถุงพลาสติก แต่เป็นเรื่องของคน ที่ผ่านมาทางเซเว่นฯ เองมีแนวคิดลดการใช้ถุงมาอย่างต่อเนื่อง อย่างเช่นโครงการ ‘คิดถุ๊ง คิดถุง’ ซึ่งปัจจุบันประชาชนเริ่มเห็นด้วยมากขึ้น และทางซีพีก็พร้อมให้การสนับสนุนการออกกฎหมายควบคุมการใช้ถุงอย่างชัดเจน”

สอดคล้องกับ ภาวิญญ์ เถลิงศรี คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า การลดการใช้ถุงพลาสติกในสังคมนั้นจะต้องทำอย่างเป็นขั้นตอน ให้ประชาชนมีการปรับตัวและลดปริมาณการใช้ให้น้อยลงอย่างเป็นลำดับ โดยขั้นแรกอาจเริ่มที่หน่วยงานราชการต่างๆ เป็นอันดับแรก พร้อมทั้งส่งเสริมให้มีนวัตกรรมทดแทนการใช้ถุงพลาสติก

ภาวิญญ์ กล่าวอีกว่า อาจจะต้องมีการพิจารณาในเรื่องภาษีการใช้ถุงพลาสติก เช่นเกี่ยวกับสินค้าประเภทสินค้าบาป ซึ่งการออกกฎหมายบังคับการใช้ถุงนั้นเป็นเรื่องที่ดี แต่ที่สำคัญอยู่ที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกัน สร้างความเข้าใจถึงสาเหตุและความจำที่ต้องลดใช้ถุงพลาสติกในปัจจุบัน