COP23 เรียกร้องชาติพัฒนาขยายกรอบระดมทุน คาดเป้า 1 แสน ล.เหรียญไม่พอรับมือ ‘โลกร้อน’

COP23 ตอกย้ำพันธะประเทศพัฒนา ระดมแสนล้านเหรียญต่อปีรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เร่งขยายหาช่องทางแหล่งทุนเพิ่มเติม

นายอัศมน ลิ่มสกุล นักวิชาการสิ่งแวดล้อมชำนาญการ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม เปิดเผยในเวทีเสวนา “การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ: ปฏิบัติการรุกรับปรับตัวบนโลกที่เปราะบาง” เมื่อวันที่ 18 ธ.ค.2560 ตอนหนึ่งว่า หนึ่งในผลลัพธ์ที่สำคัญของการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 23 (COP23) คือการเน้นย้ำถึงพันธกรณีและความมุ่งมั่นของประเทศที่พัฒนาแล้ว ในการระดมทุนร่วมกันให้ได้ 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐต่อปี ภายใน ค.ศ.2020

อย่างไรก็ตาม ในที่ประชุมได้มีการเรียกร้องให้ประเทศพัฒนาแล้วขยายการระดมเงินทุน โดยยกระดับสภาพแวดล้อมภายในประเทศและกรอบนโยบายที่เอื้ออำนวย รวมถึงความพยายามในการสร้างช่องทางเพื่อแบ่งบันกองทุนสาธารณะด้านสภาพภูมิอากาศในสัดส่วนที่มากขึ้นสำหรับกิจกรรมด้านการปรับตัว ตลอดจนสำรวจแนวทางและวิธีการช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนา ในการประเมินความต้องการ จัดลำดับความสำคัญ และแปลงความต้องการด้านการเงินสภาพภูมิอากาศสู่การปฏิบัติ

น.ส.อำไพ หรคุณารักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวว่า มีการประมาณการกันว่าต้องใช้เงินสูงกว่า 5 หมื่นล้าน-1.5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เป็นอย่างน้อย สำหรับสนับสนุนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภายใน ค.ศ.2050 นั่นหมายความว่าคำสัญญาที่ให้เงินทุน 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ภายใน ค.ศ.2020 ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ

“เงินทุนและกระแสการเงินทั่วโลกที่ต้องใช้ในสาขาทางเศรษฐกิจสังคมที่มีแนวโน้มรับผลกระทบและความเสี่ยงสูงสุด คือภาคการเกษตร ป่าไม้ ประมง แหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค สุขอนามัย พื้นที่ชายฝั่ง และโครงสร้างพื้นฐาน โดยมีแหล่งทุนหลักมาจากภาครัฐ ในขณะที่การลงทุนจากภาคเอกชนมีความเป็นไปได้ด้วยการกระตุ้นและสนับสนุนจากภาครัฐ รวมถึงการแสวงหาแหล่งทุนใหม่ๆ เพิ่มเติม เน้นการปรับเปลี่ยนรูปแบบการลงทุน เพิ่มปริมาณเงินจากแหล่งใหม่ๆ และจัดสรรเงินจากกองทุนที่มีอยู่อย่างเหมาะสม” น.ส.อำไพ กล่าว

น.ส.อำไพ กล่าวว่า ตามมาตรา 9 ของความตกลงปารีส มีกลไกการเงินหลักที่ใช้สนับสนุนคือ กองทุนสิ่งแวดล้อมโลก (GEF) และกองทุนภูมิอากาศสีเขียว (GCF) โดยกองทุน GCF กับการดำเนินงานในไทย มีทั้งเงินช่วยเหลือแบบให้เปล่า (grants) เงินกู้แบบผ่อนปรน (concessional loans) การลงทุนในตราสารทุน (equity investments) และการค้าประกันความเสี่ยง (risk guarantees) โดยกำหนดเกณฑ์หลัก 6 ประการในการพิจารณาโครงการที่ขอรับการสนับสนุน ได้แก่ 1.ผลกระทบที่จะเกิดขึ้น 2.ศักยภาพในการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของการพัฒนา 3.สนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืน 4.การตอบสนองต่อความต้องการของผู้รับ 5.ความเป็นเจ้าของของประเทศผู้รับ 6.ประสิทธิภาพและประสิทธิผล