อีก 4 ปีผุด ‘ศาลสิ่งแวดล้อม’ ตามแผนปฏิรูปปท. สปท.ชี้จำเป็นต้องตั้ง-ลดความลักลั่นวิธีพิจารณา

วงถกปฏิรูประบบยุติธรรมสิ่งแวดล้อม ดันสร้างวิธีพิจารณาคดี-จัดตั้งศาลเฉพาะ บรรจุเข้าแผนปฏิรูปประเทศ คาดอีก 4 ปีเกิด

นายสยุมพร ลิ่มไทย สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เปิดเผยในเวทีสัมมนาเรื่อง “ระบบยุติธรรมสิ่งแวดล้อม : การปฏิรูประบบยุติธรรม และการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย” เมื่อวันที่ 14 ธ.ค.2560 ตอนหนึ่งว่า ปัญหาการพิจารณาคดีสิ่งแวดล้อมของไทยในปัจจุบันคือการปฏิบัติที่ไม่สอดคล้องกับหลักกฎหมายที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม ทั้งในส่วนที่เกี่ยวกับระบบศาลและเกี่ยวกับวิธีการพิจารณาคดี

นายสยุมพร กล่าวว่า ประเทศไทยยังไม่มีวิธีพิจารณาคดีสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะ จึงเกิดความสับสนในประเด็นต่างๆ ทั้งเรื่องอำนาจฟ้องของประชาชน รูปแบบการดำเนินคดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขาดเอกภาพและมาตรฐานเดียวในการพิจารณาคดี รวมไปถึงปัญหาต่างๆ อย่างการขาดพยานผู้เชี่ยวชาญ ประสิทธิภาพในการบังคับคดี หรือค่าฤชาธรรมเนียมที่สร้างความเหลื่อมล้ำให้ประชาชนบางส่วนไม่สามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม

“ตัวอย่างเช่น คดีเดอะบีช อ่าวมาหยา จ.กระบี่ ศาลฎีกาตัดสินให้ประชาชนกลุ่มหนึ่งไม่มีสิทธิฟ้อง เนื่องจากไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง เท่ากับศาลไม่ได้รับรองสิทธิการฟ้องคดีกลุ่มหรือสิทธิชุมชนไว้ แต่ในคดีเหมืองโปแตซ จ.อุดรธานี กลับให้ฟ้องได้ จึงเกิดความสับสนถึงมาตรฐานการพิจารณา ดังนั้นจะต้องมีการจัดทำกฎหมายวิธีพิจารณาคดีสิ่งแวดล้อม เพื่อระบุนิยามของคดีสิ่งแวดล้อม อำนาจฟ้อง ผู้เสียหาย ไปจนถึงประเด็นอื่นๆ ให้ครอบคลุมมากขึ้น” นายสยุมพร กล่าว

นายสยุมพร กล่าวอีกว่า มองแล้วสมควรที่จะจัดตั้งศาลสิ่งแวดล้อมเป็นศาลชำนัญพิเศษ ด้วยเหตุผลเพื่อให้การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นระบบเบ็ดเสร็จ ให้มีระบบพิจารณาคดีที่เป็นเอกภาพมาตรฐานเดียว และเป็นองค์กรหลักในการพัฒนาระบบยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อม ส่วนประเด็นที่ว่าศาลสิ่งแวดล้อมนี้ควรอยู่ที่ศาลใด คิดว่าควรเป็นศาลชำนัญพิเศษในศาลยุติธรรม

“เหตุผลที่ควรอยู่กับศาลยุติธรรมเพราะจะทำให้การดำเนินคดีครบถ้วนสมบูรณ์ เพราะทั้งคดีแพ่งและอาญาอยู่ในเขตอำนาจศาลยุติธรรมอยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อให้เป็นไปตามหลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย และหลักการเฝ้าระวังไว้ก่อน ขณะเดียวกันศาลยุติธรรมยังมีประสบการณ์ในการจัดตั้งศาลชำนัญพิเศษ มีโครงสร้าง ระบบ และกลไกที่มีความพร้อม สามารถอำนวยความยุติธรรมได้สมบูรณ์ในจุดเดียว” นายสยุมพร กล่าว

นายประพจน์ คล้ายสุบรรณ ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองขอนแก่น กล่าวว่า สิ่งที่ควรจะต้องถูกปรับปรุงในกฎหมายสิ่งแวดล้อม คือการรวมกฎหมายที่กระจัดกระจายให้เป็นหมวดหมู่ มีการแยกประเภทมลพิษ ปรับปรุงกระบวนการนำสืบ เพิ่มการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทเพื่อให้มีคดีที่ต้องไปถึงศาลลดน้อยลง

นายบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ผู้อำนวยการสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า สำหรับเรื่องของระบบยุติธรรมสิ่งแวดล้อมที่กำลังหารือกันนั้น จะเป็นประเด็นหนึ่งในร่างแผนปฏิรูปประเทศด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งในวันที่ 24 ธ.ค.2560 คณะกรรมการปฏิรูปประเทศทั้ง 11 ด้าน จะต้องส่งแผนปฏิรูปให้รัฐบาลพิจารณา ก่อนจะประกาศใช้อย่างเป็นทางการภายในเดือน เม.ย.2561 โดยมีกรอบระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี

“สิ่งที่จะเกิดขึ้นภายใต้แผนปฏิรูปนี้ คือมีวิธีพิจารณาคดีด้านสิ่งแวดล้อม มีบุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในกระบวนการยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อมเพียงพอ ก่อนที่จะมีการจัดตั้งกองบังคับการคดีสิ่งแวดล้อมในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานคดีสิ่งแวดล้อมในสำนักงานอัยการสูงสุด และศาลสิ่งแวดล้อม เป็นหน่วยงานพิเศษ ซึ่งจะเกิดขึ้นตามแผนในปี 2564” นายบัณฑูร กล่าว