เข้ม! ห้ามนำเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้า ‘อุทยาน’ เปิดสายด่วน1362แจ้งเบาะแส – ฝ่าฝืนคุก 1 ด.

อุทยานฯ เข้ม ห้ามนำเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้าพื้นที่ ฝ่าฝืนมีโทษจำคุก เปิดสายด่วน 1362 แจ้งเบาะแส ตลอด 24 ชั่วโมง

นายปิ่นสักก์ สุรัสวดี รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช (อส.) เปิดเผยในการแถลงข่าวและเดินรณรงค์แคมเปญ “ท่องเที่ยวสุขใจ ไม่นำเหล้าเข้าอุทยานฯ” เมื่อวันที่ 6 ธ.ค.2560 ตอนหนึ่งว่า อส.ได้ประชาสัมพันธ์ห้ามไม่ให้นำเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกประเภทเข้าไปในพื้นที่อุทยานแห่งชาติ หากตรวจพบจะต้องถูกดำเนินการตามระเบียบและกฎหมาย โดยระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน ปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ขณะเดียวกันหากเจ้าหน้าที่ปล่อยปละละเลยไม่เข้มงวดก็ถือว่ามีความผิดด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ หากผู้ใดพบเห็นการกระทำผิดในเรื่องนี้รวมถึงเหตุอื่นๆ สามารถโทรมาที่สายด่วน 1362 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

นายปิ่นสักก์ กล่าวว่า ปัญหาที่ตามมาจากการนำเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้าพื้นที่อุทยานฯ ไม่ใช่แค่เรื่องการส่งเสียงดัง ประพฤติตนไม่เหมาะสม หรือรบกวนธรรมชาติและสัตว์ป่าเท่านั้น แต่ยังเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ ความรุนแรง ทะเลาะวิวาท สร้างความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สินด้วย และข้อสำคัญคือการเคารพสิทธิของคนที่เข้าไปเพื่อต้องการความสงบ อยากสัมผัสธรรมชาติที่แท้จริง

นายวิษณุ ศรีทะวงศ์ ผู้จัดการแผนงานสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) กล่าวว่า ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติสำรวจพบว่ายังมีคนไทยเพียง 30% เท่านั้นที่ยังดื่ม และส่วนใหญ่ไม่ได้ติดสุรา ดังนั้นแม้จะมีการห้ามไม่ให้ดื่มในอุทยานฯ ก็เชื่อว่าคนส่วนใหญ่จะสนับสนุน

นายวิษณุ กล่าวว่า จากข้อมูลของศูนย์วิจัยปัญหาสุราพบว่า 1 ใน 3 ของผู้บาดเจ็บทั้งหมดล้วนมีสุราเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย โดยเฉพาะช่วงเทศกาลหยุดยาวปีใหม่เนื่องจากมีพฤติกรรมดื่มหนัก ซึ่งมาตรการหนึ่งที่ใช้ได้ผลคือควบคุมการเข้าถึงสุรา ตลอดจนจำกัดสถานที่ขายหรือดื่มให้เหมาะสม ส่วนตัวเชื่อว่านักท่องเที่ยวที่หลั่งไหลเข้ามาเที่ยวเมืองไทย เลือกที่จะเที่ยวแหล่งธรรมชาติและวัฒนธรรม

น.ส.รุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสังคม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า ผู้ใช้รถใช้ถนนควรระมัดระวังให้มากขณะเดินทางไปอุทยานฯ เนื่องจากเป็นเส้นทางเลาะเลี้ยวผ่านธรรมชาติ และบางเส้นทางขึ้นเขา ดังนั้นเพื่อให้เดินทางอย่างปลอดภัย จึงควรปฏิบัติ 3 ประการ ประกอบด้วย 1.ขับรถด้วยความระมัดระวัง งดใช้ความเร็ว ง่วงไม่ขับอย่างเด็ดขาด 2.หลีกเลี่ยงโดยสารรถที่ไม่ปลอดภัย โดยเฉพาะรถทัวร์ 2 ชั้น เพราะทางเข้าอุทยานฯ ส่วนใหญ่เป็นทางลาดชัน ซึ่งรถ 2 ชั้นจะทำให้พลิกคว่ำได้ง่าย หากจำเป็นต้องใช้รถกระบะควรหลีกเลี่ยงการนั่งท้ายกระบะ เพราะหากเกิดอุบัติเหตุจะเป็นลักษณะเทกระจาด 3.งดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั้งคนขับและผู้โดยสาร

- Advertisement -