IUCN ชี้มรดกโลกทางธรรมชาติถูกคุกคาม 29% 1 ใน 4 จากภัยโลกร้อน-ชูท้องถิ่นร่วมผนึกกำลัง

IUCN เผย “มรดกโลกทางธรรมชาติ” 29% กำลังถูกคุกคาม อุทยานฯ จับมือ 5 องค์กรนานาชาติ ลงนามดูแลมรดกโลกไทย

นายสก็อต เพอร์กิน หัวหน้ากลุ่มทรัพยากรธรรมชาติ สหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ (IUCN) ประจำภูมิภาคเอเชีย เปิดเผยในในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ ความร่วมมือในการอนุรักษ์และจัดการกลุ่มป่าพื้นที่มรดกโลกทางธรรมชาติ เมื่อวันที่ 1 ธ.ค.2560 ตอนหนึ่งว่า จากรายงานภาพรวมมรดกโลกฉบับล่าสุดพบว่า 29% ของมรดกโลกทางธรรมชาติทั่วโลกกำลังถูกคุกคามอย่างมีนัยยะสำคัญ และอีก 7% กำลังถูกคุกคามอย่างรุนแรง โดยปริมาณ 1 ใน 4 ของพื้นที่ทั้งหมดกำลังได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ส่งผลให้เกิดภาวะน้ำแข็งละลาย หรือปะการังฟอกขาว เป็นต้น

นายสก็อต กล่าวว่า แม้โครงการอนุรักษ์อันหลากหลายที่ผ่านมาจะประสบผลสำเร็จ แต่มรดกโลกจำนวนมากยังคงอยู่ในสถานการณ์ที่ท้าทาย ดังนั้นเราจะมั่นใจได้อย่างไรว่ามรดกโลกทางธรรมชาติที่อยู่ในทะเบียนมากกว่า 200 แห่งขณะนี้ จะได้รับการอนุรักษ์และมีระบบจัดการที่ดีในระยะยาว ทั้งนี้หนึ่งในกุญแจสำคัญที่จะแก้ไขปัญหาคือความร่วมมือของท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นชุมชนพื้นเมือง เอ็นจีโอ หรือภาคเอกชน ที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการนำเสนอ จัดการ และเฝ้าระวังพื้นที่มรดกโลกเหล่านี้

“เพื่อหาทางแก้ไขปัญหา ทาง IUCN มีความยินดีอย่างยิ่งที่จะทำงานร่วมกับรัฐบาลไทย และองค์กรนานาชาติทั้งหลายในวันนี้ ทั้งนี้ต้องขอชื่นชมรัฐบาล และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ในความมุ่งมั่นที่จะใช้มาตรการและนวัตกรรมที่มีประสิทธิภาพ เพื่ออนุรักษ์พื้นที่มรดกโลกทางธรรมชาติในประเทศ เช่น การใช้การลาดตระเวนเชิงคุณภาพ ที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้ง ซึ่งได้สร้างผลลัพธ์ที่น่าพอใจด้วยปริมาณเสือที่เพิ่มมากขึ้น รวมถึงความมุ่งมั่นในการผนึกความร่วมมือข้ามพรมแดน เพื่อแก้ไขปัญหาการลักลอบค้าไม้พะยูงผิดกฎหมาย” นายสก็อต กล่าว

ทั้งนี้ การลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือในการอนุรักษ์และจัดการกลุ่มป่าพื้นที่มรดกโลกทางธรรมชาติ จะเป็นการดำเนินงานด้านการบริหารจัดการมรดกโลกทางธรรมชาติ ด้วยความร่วมมือระหว่างกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช (อส.) กับองค์กรระหว่างประเทศที่ให้การสนับสนุน เช่น IUCN มูลนิธิฟรีแลนด์ (Freeland) สมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า (WCS) องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF) สมาคมสัตววิทยาแห่งลอนดอน (ZSL) และอีกหลายภาคส่วนที่จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการทำงานด้านต่างๆ

สำหรับความร่วมมือดังกล่าว จะมีขอบเขตการทำงานประกอบด้วย 1.ป้องกันคุ้มครองและแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า 2.ศึกษาวิจัยทรัพยากรธรรมชาติป่าไม้และสัตว์ป่า รวมถึงการพัฒนา แลกเปลี่ยน และถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านวิชาการ 3.รณรงค์และประชาสัมพันธ์เผยแพร่ รวมถึงการจัดกิจกรรมร่วมกัน 4.การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ในการสนับสนุนและส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า 5.เสริมสร้างสมรรถนะและทักษะให้แก่บุคลากร และเจ้าหน้าที่ของภาคีโดยผ่านช่องทางต่างๆ 6.ความร่วมมืออื่นๆ ตามที่ภาคีแต่ละฝ่ายตกลงกัน

พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวว่า นอกจากกระแสการอนุรักษ์ที่พยายามผลักดันให้ประเทศไทยมีพื้นที่มรดกโลกเพิ่มมากขึ้น แต่อีกฟากหนึ่งกำลังตั้งคำถามว่าเป็นมรดกโลกแล้วได้อะไร ในเมื่อไทยเป็นประเทศที่กำลังพัฒนา และต้องการใช้ประโยชน์จากพื้นที่เหล่านี้ กลายเป็นประเด็นที่ถูกถกเถียงมาตลอด ในฐานะ ทส.จึงต้องมองหลายส่วน ทั้งการอนุรักษ์รักษาทรัพยากรธรรมชาติ และการนำมาใช้ประโยชน์อย่างสมดุลยั่งยืน ซึ่งรัฐบาลกำลังพยายามอย่างที่สุดที่จะรักษาสมดุลให้ได้ทั้งสองอย่าง

“ยกตัวอย่างโครงการก่อสร้างเขื่อนลำสะพุง จ.ชัยภูมิ ที่ประชาชนจำนวนมากก็กำลังรอคอยให้เกิดขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำมาเป็นเวลาหลายสิบปี แต่เมื่อไปสำรวจพื้นที่กลับพบว่ามีความอุดมสมบูรณ์กว่าที่คิดไว้ เกิดความคิดสองทางว่ายังไงก็อนุมัติไม่ได้ แต่ก็ต้องแก้ปัญหาให้ประชาชนด้วย สุดท้ายจึงให้ศึกษาปรับรูปแบบโครงการใหม่ ลดขนาดสั่นเขื่อนให้เตี้ยลงแล้วใช้การสูบน้ำเข้ามาช่วยแทน ไม่ให้น้ำท่วมสูงถึงพื้นที่ป่า เก็บน้ำได้น้อยหน่อยแต่ได้ป่าเขาที่อุดมสมบูรณ์ หรือกรณีเขื่อนแม่วงก์ที่ได้ถอนรายงานออกไปแล้ว เพื่อดำเนินการทางเลือกอื่นๆ ก่อน ยกเว้นวันข้างหน้าถ้าไม่มีทางเลือกจริงๆ ก็ค่อยกลับมาคุยกันใหม่”

- Advertisement -