อีก 30 ปีข้างหน้า ถนนทุกสายทั่วโลกจะมีความยาวรวมกันทั้งสิ้น 25.5 ล้านกิโลเมตร ยาวพอที่จะขับวนรอบโลกได้ 600 ครั้ง สนองความต้องการใช้ถนนและการผลิตรถยนต์กว่า 2 พันล้านคันทั่วโลก คุกคามป่าไม้และที่อยู่อาศัยของสัตว์

สองนักวิทยาศาสตร์นามวิลเลียม ลอร์เลนซ์ แห่งมหาวิทยาลัยเจมส์ คุก ประเทศออสเตรเลีย และอิเรเน เบอร์กุซ เออเรีย แห่งสถาบันสนับสนุนงานวิจัยนักวิทยาศาสตร์โลก (Alliance of Leading Environmental Researchers and Thinkers: ALERT) ประเทศคอสตาริกา เปิดเผยในงานวิจัยว่า การตัดถนนหรือการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานที่เพิ่มขึ้นในอีก 30 ปีข้างหน้า หมายความว่าทุกๆ 1 กิโลเมตรของพื้นที่ป่ากว่า 70 เปอร์เซ็นต์ทั่วโลกต้องถูกเปลี่ยนเป็นเส้นถนน ที่อยู่อาศัยของสัตว์นานาพันธุ์มีความเสี่ยงถูกคุกคาม และถนนที่สร้างใหม่อาจเป็นเส้นทางที่นำไปสู่การทำเหมืองหรือกิจกรรมการทำลายป่าที่ผิดกฎหมาย

มีการคาดการณ์กันว่า กว่า 95 เปอร์เซ็นต์ของธุรกิจเกี่ยวกับป่าไม้ผิดกฎหมายในป่าแอมะซอน ประเทศบราซิล จะเกิดขึ้นใกล้ๆ กับถนนไม่น้อยกว่า 5.5 กิโลเมตร และยังไม่นับข้อเท็จจริงที่ว่า 9 ใน 10 ของถนน ถูกสร้างขึ้นอย่างรวดเร็วแค่ภายในยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรมหรือในช่วงต้นของศตวรรษที่ 20 เท่านั้น ความน่ากังวลคือการรื้อป่าเพื่อทำถนนในประเทศเขตร้อน ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางของความหลากหลายทางธรรมชาติ

สอดคล้องกับรายงานจากธนาคารโลกที่ระบุว่า ทุกๆ 15-30 เปอร์เซ็นต์ คือค่าเฉลี่ยของเม็ดเงินที่จะสูญเสียไปเพราะการคอร์รัปชันจากการตัดถนนแต่ละครั้ง และในบางพื้นที่อาจมีเงินรั่วไหลถึง 60 เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณทั้งหมด หมายความว่าแม้ถนนจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานของสังคม แต่ผลประโยชน์กลับไม่ได้ตกไปที่ประชาชนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย และถนนบางเส้นยังกรุยทางไปสู่การทำธุรกิจผิดกฎหมายด้านป่าไม้อีกด้วย

ทั้งหมดนี้เชื่อมโยงไปยังอีกประเด็นหนึ่งที่นักวิทยาศาสตร์ทั้งสองได้อธิบายไว้ว่า นี่เป็นการเปิด “กล่องแพนโดรา” หรือกล่องแห่งความชั่วร้ายด้านสิ่งแวดล้อม แม้จะเป็นแค่การสร้างถนน แต่นี่คือการทำลายพื้นที่ป่าและที่อยู่อาศัยของสัตว์หลากหลายสายพันธุ์โดยเอากิจกรรมของมนุษย์เป็นตัวตั้ง และผลจากพฤติการณ์เช่นนี้จะส่งผลอย่างใหญ่หลวงในระยะยาว โดยเฉพาะหากเรามองจากสายตานักวิทยาศาสตร์และนักโบราณคดีที่ว่า เรากำลังอยู่ในยุค “แอนโทรโปซีน” (Anthropocene Epoch) หรือยุคที่การดำรงอยู่ของมนุษย์ก่อให้เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศอย่างมีนัยสำคัญ

ย้อนกลับไปในงานสัมมนาวิชาการที่จัดขึ้นในเม็กซิโก ปี 2000 นักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลนาม พอล ครูตเซน (Paul Crutzen) นักเคมีชาวดัตช์ ผู้ค้นพบผลกระทบของสารประกอบที่ทำลายโอโซนในชั้นบรรยากาศ นำไปสู่การพัฒนาองค์ความรู้เรื่องเรื่องภาวะโลกร้อน (Global Warming) และเป็นผู้ชี้ให้เห็นภัยจากสงครามนิวเคลียร์ที่จะทำลายล้างพืชพรรณและสรรพชีวิตทุกอย่างบนโลกจากปรากฏการณ์ “Nuclear Winter”

งานวันนั้นครูตเซนกล่าวถึงแนวคิดเรื่องยุคสมัยแอนโทรโปซีนไว้อย่างน่าสนใจ เช่น การเกิดขึ้นของวัตถุชนิดใหม่ๆ อย่างพลาสติก ซีเมนต์ กระดาษ และอื่นๆ ตามมาด้วยการค้นพบใหม่ๆ ทางโบราณคดีในชั้นดิน อย่างการพบซากพลาสติกอยู่คู่กับกระดูกของปลา ซึ่งแม้ซากของปลาจะผ่านการย่อยสลายกลายเป็นฟอสซิลไปแล้ว แต่พลาสติกก็ยังคงติดอยู่

มาร์ก วิลเลียมส์ นักภูมิศาสตร์ ธรณีวิทยา และนักสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเลสเตอร์ ประเทศอังกฤษ ผู้ศึกษาประเด็นแอนโทรโปซีนและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ในช่วงกลางของศตวรรษที่ 20 นับเป็นช่วงเริ่มต้นที่เราจะได้เห็นปรากฏการณ์การเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศอันเป็นผลกระทบจากยุคแอนโทรโปซีน โดยเฉพาะโครงสร้างทางเคมีของชั้นภูมิโลก เช่น คาร์บอน ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และวัสดุสร้างใหม่อย่างพลาสติก คอนกรีต อลูมิเนียม ซึ่งวัสดุสร้างใหม่เหล่านี้จะกลายเป็นอีกหนึ่งชั้นภูมิของโลกที่ถูกทับถมมากขึ้นๆ ในอนาคต

ที่มา:
The Latest Scary Evidence That Humans Have Created a New Geological Era: Roads (https://goo.gl/v571DU)

Significant scale of human impact on planet has changed course of Earth’s history, scientists suggest (https://goo.gl/gDv9vG)

The Working Group on the Anthropocene: Summary of evidence and interim recommendations (https://goo.gl/C6MGFz)

- Advertisement -