หัวหน้าทีมประชาสัมพันธ์แบรนด์เสื้อผ้า H&M หรือ Hennes & Mauritz สาขาท้องถิ่นที่สวีเดน ยืนยันผ่านอีเมล์ว่า H&M ได้ส่งเสื้อผ้าที่ไม่ผ่านมาตรฐานหรือถูกทิ้ง เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าให้กับโรงไฟฟ้าเวสเตอร์โรส สวีเดน หลังเพิ่งแปลงโฉมจากโรงไฟฟ้าพลังงานจากถ่านหินและน้ำมัน เป็นโรงไฟฟ้าที่ใช้พลังงานจากขยะเป็นเชื้อเพลิงแทน ท่ามกลางข้อกังขาจากนักวิชาการและสื่อมวลชนว่า การเผาขยะเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้านั้น จะแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะการควบคุมปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์จากกระบวนการเผาได้จริงหรือ

แม้สวีเดนจะประกาศตัวเป็นประเทศ emission free-power หรือประเทศที่จะลดหรือควบคุมมลพิษในอากาศ ด้วยการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม พลังงานน้ำ พลังงานนิวเคลียร์ แต่ในหลายๆ พื้นที่ยังคงใช้ไฟฟ้าจากพลังงานถ่านหิน หนึ่งในนั้นก็คือโรงไฟฟ้าเวสเตอร์โรส ทางตอนเหนือของสต็อกโฮมที่มีอายุกว่า 54 ปี ภายใต้การดูแลของบริษัท Malarenergi

ต่อมาโรงไฟฟ้าแห่งนี้ถูกรื้อและสร้างใหม่ จนสวยสดงดงามและกลายเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์กของประเทศ เหตุที่ต้องรื้อเพราะโรงไฟฟ้าเวสเตอร์โรสเคยถูกประเมินว่ามีสารไดออกซินและสารพิษอื่นๆ ที่เป็นพิษต่ออากาศเกินกว่าค่ามาตรฐานอียู อย่างไรก็ตาม โรงไฟฟ้าที่เพิ่งปรับปรุงใหม่แห่งนี้ตั้งเป้าว่าจะลดละเลิกการใช้พลังงานฟอสซิลอย่างเด็ดขาดภายในปี 2020 เฉพาะตัวเลขในปี 2017 ระบุว่าโรงไฟฟ้าเวสเตอร์โรส เผาขยะไปแล้วกว่า 400,000 ตัน ซึ่งในจำนวนนั้นเป็นเสื้อผ้าจาก H&M ราว 15 ตัน

“เป้าหมายของเราคือ การใช้เชื้อเพลิงที่ทดแทนถ่านหินและรีไซเคิลได้” แจนส์ นีเริน (Jens Neren) หัวหน้าแผนกจัดหาพลังงานบริษัท Malarenergi กล่าว

แม้จะดูเหมือนเป็นเรื่องดีที่ผู้ผลิตไฟฟ้าจะมีนโยบายหยุดใช้พลังงานดึกดำบรรพ์ อันเป็นพลังงานที่ใช้แล้วหมดไป และต้องการแก้ปัญหาขยะล้นเมือง แต่คำถามสำคัญที่ตามมาจากนักวิชาการและสื่อมวลชนจำนวนหนึ่งก็คือ โรงไฟฟ้าเวสเตอร์โรสจะจัดการอย่างไรกับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ปริมาณมหาศาลที่ถูกปล่อยออกมา และท่ามกลางข้อเท็จจริงที่ว่าสวีเดนยังต้องนำเข้าขยะจากประเทศเพื่อนบ้านเพื่อมาเป็นพลังงานผลิตกระแสไฟฟ้า

รายงานจากสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อม (Environmental Protection Agency: EPA) ระบุตัวเลขการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการเผาขยะอยู่ที่ราว 2,988 ปอนด์ต่อเมกะวัตต์ชั่วโมง ขณะการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการเผาถ่านหินอยู่ที่ 2,248 ปอนด์ต่อเมกะวัตต์ชั่วโมง และก๊าซธรรมชาติที่ 1,135 ปอนด์ต่อเมกะวัตต์ชั่วโมง นับว่าการเผาขยะเป็นวิธีผลิตก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงสุดเมื่อเทียบกับพลังงานอื่นๆ

ลอยด์ อัลเทอร์ (Lloyd Alter) ผู้เกาะติดประเด็นสิ่งแวดล้อมมาอย่างยาวนาน ยืนยันในข้อเขียนหลายๆ ชิ้นของเขาว่า เขาไม่เห็นด้วยกับโรงงานไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงจากขยะ และเรียกโรงไฟฟ้าเวสเตอร์โรส อย่างเสียดเย้ยว่าเป็น “เตาเผาขยะ” ด้วยเหตุผลว่านั่นไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาเรื่องการควบคุมปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกต้อง ไม่เหมือนกับการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม หรือพลังงานน้ำ

อัลเทอร์อธิบายว่า เขาเคยทำงานที่โรงไฟฟ้าแห่งหนึ่งในเมืองโคเปนเฮเกนที่ใช้ขยะเป็นเชื้อเพลิง โดยพบว่าปริมาณขยะเกือบทั้งหมดคือพลาสติก ที่เหลือคือขยะมูลฝอย เช่น เศษอาหาร และขยะที่คัดแยกไปทิ้งทำลายด้วยวิธีอื่นได้และจะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า

ประเด็นของอัลเทอร์คือ พลาสติกถูกผลิตขึ้นจากส่วนที่เหลือจากกระบวนการผลิตน้ำมัน เมื่อนำมาเผาจะปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ปริมาณมากกว่า และก่อปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมมากกว่าการเผาเศษไม้ กระดาษ และอื่นๆ

ขณะที่ทอม แซกกี้ (Tom Szaky) เจ้าของบริษัท TerraCycle บริษัทบริหารจัดการขยะระดับโลก ในฐานะผู้ผลิตและออกแบบผลิตภัณฑ์รีไซเคิล กล่าวว่า การเปลี่ยนขยะเป็นพลังงาน หรือ “Waste-to-energy” จะทำได้จริงเพียงแค่ระยะสั้นๆ และต้องอยู่ในการกำกับควบคุมเรื่องมาตรฐานมลภาวะ แต่จะไม่ยั่งยืนในระยะยาว ซึ่งการอนุรักษ์พลังงาน เช่น การรีไซเคิล การใช้ใหม่ (re-use) คือแนวทางการอนุรักษ์ที่ทำให้เกิดความยั่งยืนได้ เพราะท้ายที่สุดแล้วการเผาก็นำมาสู่ปัญหามลภาวะในอีกทางหนึ่งและอาจมากกว่าวิธีปกติอยู่ดี

ที่มา:
https://goo.gl/LDDk8k
https://goo.gl/3dLA2h

- Advertisement -