ภายหลังเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงใช้กำลังเข้าสลายการเดินขบวนของกลุ่มชาวบ้านผู้คัดค้านโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน อ.เทพา จ.สงขลา ในช่วงเย็นของวันที่ 27 พ.ย.2560 หรือเพียง 1 วัน ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจรจะมีขึ้น

ภาพความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับกลุ่มชาวบ้านจนมีการจับกุมตัว 16 แกนนำ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวน 5 ราย นำมาซึ่งการออกแถลงการณ์คัดค้านและประณามพฤติกรรมการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐ ของหลากหลายองค์กรตลอดช่วงวันที่ 27-28 พ.ย.2560

สำหรับข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล อาทิ 1.ปล่อยตัวชาวบ้านทั้งหมดที่ถูกจับกุมคุมขังไว้โดยไม่มีเงื่อนไข 2.ตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อไต่สวนการใช้กองกำลังเข้าสลายการเดินทางของชาวบ้านโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย 3.ระงับแผนหรือการดำเนินการอย่างใดๆ ต่อโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา

องค์กรด้านสิทธิมนุษยชน 4 แห่ง ประกอบด้วย สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (HRLA) มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) สมาคมสิทธิและเสรีภาพของประชาชน (UCL) และมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน (CRC) ระบุว่า สิทธิชุมชนและการเสนอเรื่องร้องทุกข์เป็นสิทธิที่ถูกรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 41 และมาตรา 43 รวมถึงสิทธิที่จะได้รับการดำเนินคดีที่เป็นธรรม ในมาตรา 28

กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ระบุว่า เหตุรุนแรงโดยรัฐครั้งนี้ย้ำชัดถึงความไม่เป็นธรรมที่ชุมชนในพื้นที่โดนกระทำจากอำนาจรัฐและอำนาจทุนมาอย่างต่อเนื่องตลอด 4 ปี ของการผลักดันโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน ดังเนื้อความในจดหมายที่จะยื่นต่อนายกรัฐมนตรี นอกจากนี้ยังเห็นว่าโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา และท่าเรือขนถ่ายถ่านหินไม่มีความชอบธรรมใดๆ ที่จะสร้าง

สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย โดยนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมฯ ระบุว่า การกระทำของพนักงานเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง เป็นการใช้อำนาจโดยไม่คำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชนที่รัฐบาลประกาศเป็นวาระแห่งชาติแต่อย่างใด และประจานต่อชาวโลกให้เห็นถึงพฤติกรรมที่ไม่ต่างอะไรกับลัทธิเผด็จการนิยม

เครือข่ายภาคประชาสังคมและองค์กรพัฒนาเอกชนภาคอีสาน รวม 36 องค์กร ระบุว่า ผู้มีอำนาจในบ้านเมืองปิดหูปิดตาที่จะรับฟังความจริงจากประชาชนในพื้นที่ ซ้ำร้ายผู้นำในยุคนี้ยังมีอคติกับกลุ่มที่คัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาในข้อกล่าวหาเดิมๆ คือขัดขวางการพัฒนาประเทศและถ่วงความเจริญ จึงขอประณามรัฐบาลว่าการใช้กองกำลังเข้าสลายพี่น้องเทพาเป็นความเลวร้ายอย่างยิ่ง

สำหรับองค์กรที่ร่วมลงนามในเครือข่ายดังกล่าว อาทิ คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.อีสาน) เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำอีสาน เครือข่ายปฎิรูปที่ดินภาคอีสาน สมาคมผู้บริโภค จ.ขอนแก่น ศูนย์พัฒนาเด็กเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมแม่น้ำโขง ศูนย์กฎหมายสิทธิมนุษยชนเพื่อสังคม เครือข่ายชุมชนฮักน้ำโขง ขบวนการอีสานใหม่ กลุ่มเผยแพร่กฎหมายสิทธิมนุษยชนเพื่อสังคม (ดาวดิน)

เครือข่ายประชาชนและประชาสังคมภาคตะวันออก รวม 29 องค์กร ระบุว่า รัฐต้องเคารพและปกป้องสิทธิมนุษยชน ดังที่ได้ประกาศให้เป็นวาระแห่งชาติไปเมื่อไม่นานมานี้ และเปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมเกี่ยวกับเรื่องนโยบายสาธารณะได้เต็มที่

สำหรับองค์กรที่ร่วมลงนามในเครือข่ายดังกล่าว อาทิ เครือข่ายสภาพลเมือง 8 จังหวัดภาคตะวันออก เครือข่ายเพื่อนตะวันออก วาระเปลี่ยนตะวันออก เครือข่ายภาคประชาสังคม 8 จังหวัดภาคตะวันออก กลุ่มศึกษาการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC Watch) เครือข่ายปกป้องผืนป่าตะวันออก เครือข่าย304กินได้ กลุ่มอนุรักษ์ลุ่มน้ำบางปะกง

คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคเหนือตอนล่าง (กป.อพช.นล.) ระบุว่า การลงพื้นที่สัญจรของคณะรัฐมนตรีของรัฐบาลควรสร้างบรรทัดฐานใหม่ สร้างการยอมรับของสังคม ในการที่ลงพื้นที่นั้นให้ถือเป็นการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้สะท้อนปัญหาเพื่อการรับฟังอย่างปราศจากอคติ เป็นธรรมและรอบด้าน ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

เครือข่ายภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพ (คปส.) ระบุว่า การสลายการชุมนุมและใช้ความรุนแรงต่อผู้ชุมนุม ขัดกับหลักของสิทธิมนุษยชน และสิทธิความเป็นพลเมืองของปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ

ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) และเครือข่ายสลัม 4 ภาค ระบุว่า การเร่งรัดดำเนินโครงการโดยไม่ยอมรับสิทธิชุมชน การมีส่วนร่วมประชาชน ไม่เพียงจะทำลายการพัฒนาที่ยั่งยืนซึ่งเป็นเป้าหมายสากล แต่ยังขยายความขัดแย้งระหว่างรัฐกับประชาชน ทำให้ประชาชนไม่ไว้วางใจการปฏิรูปของรัฐบาลอีกต่อไป

เครือข่ายศิลปินสายลมแสงแดด ระบุให้รัฐบาลออกมาขอโทษประชาชนทันที เนื่องจากการทำร้ายจับกุมประชาชนผู้คัดค้านโครงการถ่านหินนั้น ถือเป็นการละเมิดสิทธิ์ของประชาชนอย่างรุนแรงที่สุด และไม่อยากเห็นไฟใต้ขยายลุกลามไปถึงสงขลาเทพา ดังที่มีบทเรียนการปราบปรามด้วยความรุนแรงอย่างกรือเซะฮ์-ตากใบ ที่เป็นสาเหตุความไม่สงบจนวันนี้

- Advertisement -