ปากคำ ‘กัญจน์ ทัตติยกุล’ ‘บูรพา’ ที่คนตะวันออก (อยาก) ออกแบบ

ปากคำ ‘กัญจน์ ทัตติยกุล’ ‘บูรพา’ ที่คนตะวันออก (อยาก) ออกแบบ

กัญจน์ ทัตติยกุล ชายร่างบาง ผู้ถือกำเนิดบนพื้นที่ อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา ทางภาคตะวันออกของประเทศไทย ซึ่งเป็น 1 ใน 3 จังหวัด ที่อยู่ภายใต้โครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC) หรือ อีอีซี

หากภาพฝันที่รัฐวาดไว้ก่อกำเนิดเป็นรูปธรรมขึ้นมาได้จริงๆ ภายในปี พ.ศ.2566 หรืออีก 5 ปี ข้างหน้า โครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ด้วยงบลงทุน 1.5 ล้านล้าน จะเสกให้พื้นที่แห่งนี้กลายเป็น “มหานครเมืองใหม่” อันทันสมัยพรั่งพร้อม ซึ่งลูกแม่น้ำบางประกงอย่าง “กัญจน์” ก็น่าจะเห็นดีเห็นงามด้วย

“อีอีซี ยังไม่ใช่คำตอบของคนในพื้นที่” ชายหนุ่มรวบยอดความคิดในขณะที่กำลังรับประทานมื้อเย็นด้วยกัน บทสนทนายิ่งทำให้อาหารออกอรรถรส

ในฐานะผู้ประสานงานกลุ่มศึกษาการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC Watch) กัญจน์ บอกกับเราต่อไปว่า ที่จริงแล้วเรื่องนี้ควรมีการพูดคุยกันเพื่อระดมความคิดเห็นต่อทิศทางที่จะเกิดขึ้นกับภาคตะวันออกก่อน

ตามความหมายของ “กัญจน์” ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก เกิดขึ้นโดยที่คนตะวันออกไม่มีส่วนร่วมใดๆ

ท่ามกลางสายลมโบกพัดเบาๆ พอให้สัมผัสถึงลมหนาว เปลวแดดกระทบสายน้ำบางปะกงระยิบระยับ ช่างเป็นยามเย็นที่แสนวิเศษสุดครั้งหนึ่งในรอบปี บรรยากาศเช่นนี้น่าจะเป็นคำตอบให้คลายสงสัยได้ว่าเหตุใดชายหนุ่มผู้นี้ถึงเลือกกลับมาใช้ชีวิตที่บ้านเกิดหลังเรียนจบจากมหาวิทยาลัยในกรุงเทพ และเหตุใด เมื่อปี 2552 เขาและชาวบ้านจึงต้องรวมตัวกันลุกขึ้นมาคัดค้านโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ อ.บางคล้า

—– ‘บูรพา’ ที่คนตะวันออก (อยาก) ออกแบบ —–

“ครอบครัวในบ้านเดียวกัน” “เกษตรอินทรีย์กินแล้วปลอดภัย” “อาหารทะเลปลอดภัยไร้สารพิษ” “ท่องเที่ยวมีชื่อ” “ต้องร่วมกันทำให้บ้านเราน่าอยู่” “ทำเอง กินเอง เหลือขาย เกษตรอินทรีย์ อาหารปลอดภัย” “เกษตรสะอาด ท่องเที่ยวเชิงนิเวศ มลภาวะสะอาด มลพิษไม่มี” “ปลอดภัยทุกสิ่ง ดียิ่งเรื่องสุขภาพ” “ภาคตะวันออกเป็นภาคประชาชนมีส่วนร่วมเต็มที่” …

ข้อความเหล่านี้ปรากฏอยู่ในสมุดบันทึกส่วนตัวของกัญจน์ เขาอธิบายว่านี่คือส่วนหนึ่งของ “นิยามภาคตะวันออกของคนภาคตะวันออก” ที่ชาวบ้านร่วมกันแสดงความคิดเห็นเมื่อครั้งจัดเวทีสาธารณะ ‘ตะวันออก ที่เราออกแบบได้’ เมื่อวันที่ 5 พ.ย.2560

งานครั้งนั้นเป็นการเชิญชวนองค์กรในพื้นที่ภาคตะวันออก และเพื่อนภาคีมาร่วมกันรับรู้ แลกเปลี่ยน เติมเต็ม และตัดสินใจเลือกทิศทางการพัฒนาภาคตะวันออกที่พึงปรารถนา

กัญจน์ ให้ภาพว่า นับตั้งแต่ พ.ศ.2560 มีการจัดตั้งคณะทำงานขับเคลื่อน ‘วิถีไทสร้างสรรค์ตะวันออก’ ขึ้น เพื่อศึกษาข้อมูลการพัฒนาภาคตะวันออก จากนั้นได้จัดกระบวนการออกแบบกลยุทธ์การพัฒนาภาคตะวันออกจนได้มาซึ่งโครงร่างกลยุทธ์เริ่มแรกจำนวน 5 ประเด็น ประกอบด้วย ความมั่นคงด้านอาหาร ทรัพยาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การจัดการมลพิษและขยะ ชุมชนน่าอยู่ และการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

การระดมความคิดเห็นผ่านเวทีสาธารณะวันดังกล่าวเริ่มจากประเด็น “ความมั่นคงทางอาหาร” โดย ชาวบ้านต้องการสร้างฐานการผลิตที่ปลอดภัย บนพื้นฐานการผลิตเกษตรอินทรีย์ มีความมั่นคงในที่ดินทำกิน และเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต มีการสร้างความเป็นหุ้นส่วน วิธีการ สนับสนุน ผลักดัน สร้างแรงจูงใจ พัฒนาต้นแบบศูนย์การเรียนรู้อาหารพื้นบ้านสู่สถานศึกษา และให้ความรู้อย่างต่อเนื่อง

ในส่วนของ “ทรัพยาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม” ต้องการจัดการทรัพยากรอย่างสมดุล ไม่มีการรุกล้ำที่ดินสาธารณะประโยชน์ ไม่ต้องการให้พื้นที่ดินผืนป่าเสื่อมโทรมเหมือน จ.ระยอง ที่ถูกทำลายดิน น้ำ อากาศ เสียง และกลิ่น และต้องการให้มีกระบวนการต่างๆ โดยวิธีการเน้นการฟื้นฟู อนุรักษ์ ภูมิปัญญา การใช้เทคโนโลยีมาเชื่อมต่อเพื่อแก้ปัญหา

สำหรับ “การจัดการมลพิษและขยะ” มีการพูดถึงปัญหาที่ยังไม่สามารถจัดการได้ และข้อกังวลในอนาคตหากอีอีซีเกิดขึ้น เพราะจะมีกลุ่มอุตสาหกรรมเข้ามาเพิ่มขยะชุมชนอีกจำนวนมาก จึงต้องการให้มีการเก็บค่าจัดการขยะแบบก้าวหน้าเพื่อจูงใจให้ชุมชนจัดการขยะ และให้ภาคอุตสาหกรรมจัดทำแผนจัดการขยะก่อนก่อสร้างโรงงานด้วย

อีกหนึ่งประเด็นในเวทีสาธารณะที่แสดงความคิดเห็นกันอย่างสร้างสรรค์นั่นก็คือ “ชุมชนน่าอยู่” ซึ่งก็คือการที่ชุมชนสามารถจัดการตัวเองได้ มีความสุข วิธีการที่ยั่งยืน รวมทั้งจัดตั้งแกนในการพัฒนาต่อ และมีงบประมาณในการจัดการพัฒนา

สุดท้ายคือ “การเรียนรู้เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” ชาวบ้านพูดถึงการพึ่งตนเอง ช่วยผู้อื่น ศรัทธาในตนเอง การออกแบบการเรียนรู้ชุมชน ถอดบทเรียน ทุกคนเป็นครูจัดการการเรียนรู้ได้ และทุกพื้นที่เป็นห้องเรียน ค้นหาหัวใจชุมชนให้เจอเรียนรู้จากครรภ์มารดาสู่เชิงตะกอนในทุกๆ ช่วงวัย

ทั้งหมดนี้ “กัญจน์” ถ่ายทอดเรื่องราวด้วยความสุข เห็นได้ชัดจากแววตาของเขาที่มุ่งมั่นเป็นประกายไม่ต่างไปจากแดดที่กระทบผืนน้ำระยิบระยับในช่วง 5 โมงเย็นของวันนี้

นี่คือภาพความฝันที่เขาและชาวภาคตะวันออกหลายๆ คนอยากจะให้เป็นภาพความจริง

—– ปัญหาฝังราก 30 ปี ‘อีสเทิร์นซีบอร์ด’ —–

ชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าบ้าน เล่าย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ.2555 ครั้งเมื่อชุมชนภาคตะวันออกได้ร่วมกันจัดงานเนื่องในวาระครบรอบ 30 ปี อีสเทิร์นซีบอร์ด ในชื่อ ‘3 ทศวรรษ บูรพา พัฒนาไปทางไหน?’ กัญจน์ บอกว่า ในงานได้มีการเปิดตัวรายงานชี้วัดการพัฒนาของภาคตะวันออก และจากการนำเสนอของมูลนิธิบูรณนิเวศที่ชี้ให้เห็นปัญหาของอีสเทิร์นซีบอร์ด ตั้งแต่ต้นที่รัฐบาลไม่ได้ฟังข้อท้วงติง และข้อเสนอของบริษัทผู้ศึกษา

เขายกตัวอย่างข้อความในรายงานฉบับนั้นว่า จุดแข็งของพื้นที่นี้คือ การประมง การเกษตร และการท่องเที่ยว ดังนั้นการพัฒนาควรมองเชิงเปรียบเทียบกับฐานทรัพยากรของท้องถิ่นที่มีอยู่ และการคำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับท้องถิ่นในด้านต่างๆ ควรสนับสนุนอุตสหกรรมขนาดกลาง และขนาดเล็กควบคู่กันไป และส่งเสริมให้เกิดธุรกิจบริการกว้างขวางขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับทรัพยากรและวัตถุดิบของท้องถิ่น

ผลกระทบระยะยาวอย่างหนึ่งที่ต้องระวังคือ ด้านสิ่งแวดล้อม จึงควรต้องมีแผนปฏิบัติการและการลงทุนเชิงรุกเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม ทั้งปัญหามลพิษจากการเติบโตของเมือง และการมีมาตรการเข้มขวดในการควบคุมการปล่อยมลพิษสู่สิ่งแวดล้อมทั้งสำหรับโครงการที่ดำเนินการไปแล้วและโครงการใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้น

กัญจน์ บอกว่านั่นเป็นเพียงข้อเสนอของบริษัทผู้ศึกษาก่อนเกิดโครงการ ต่อมา 30 ปีให้หลังผลกระทบต่างก็เกิดขึ้นตามมาอย่างเห็นได้ชัด เริ่มจากปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อสุขภาพเห็นได้ชัดจาก ศาลปกครอง จ.ระยอง มีคำสั่งให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ประกาศเขตควบคุมมวลพิษในพื้นที่นิคมมาบตาพุด แสดงให้เห็นว่ามีมลพิษทางอากาศ มลพิษทางน้ำ มลพิษจากขยะมูลฝอย และของเสียอันตราย

ไม่เพียงเท่ามีปัญหาการแย่งชิงทรัพยากรน้ำ ปีที่เข้าขั้นวิกฤตคือ ปี พ.ศ.2547-2548 และเกิดขึ้นบ่อยครั้งและถี่ขึ้นในระยะเวลาต่อมา ทั้งยังมีปัญหาที่ไม่ได้คาดคิดไว้ก่อนอย่างปัญหาการลักลอบทิ้งของเสียจากภาพอุตสาหกรรมในพื้นที่ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง สมุทรปราการ และกรุงเทพมหานคร

“บทสรุปจากการปรึกษาหารือในงานประชาชนคนตะวันออกมีความเห็นว่า พอได้แล้วกับการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืนต่อไปนี้ ประชาชนคนตะวันออกจะขอกำหนดอนาคตที่ยั่งยืนที่ธำรงไว้ซึ่งคุณค่าที่ดีงามทางนิเวศวัฒนธรรมของภาคตะวันออก” กัญจน์ พูดในฐานะตัวแทนคนตะวันออกที่อยากออกแบบบ้านของตัวเอง

—– 2 ทศวรรษข้างหน้า บูรพาจะไปทางไหน? —–

น้ำแข็งในแก้วค่อยๆ ละลายไปตามเวลาที่ล่วงผ่าน ชายหนุ่มเริ่มจิบน้ำที่ปริ่มปากแก้ว สำหรับผู้เขียนแล้ว กัญจน์ช่างแตกต่างไปจากน้ำในแก้วเหลือเกิน นั่นเพราะเขาพร้อมสำหรับการเรียนรู้และเต็มเติมสิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา

จากวันที่พวกเขาปักธงวาระเปลี่ยนตะวันออก พวกเขาได้ร่วมกันครุ่นคิดว่าจะต้องทำอย่างไรถึงจะสามารถร่วมกันกำหนดอนาคตที่ยั่งยืนตามเจนตนารมย์

เขา เล่าว่า เป็นช่วงเวลาที่คนภาคตะวันออกได้ศึกษาบทเรียนจากหลายแห่ง เช่น เมืองดีทรอยต์ที่จะจัดทำกรอบกลยุทธ์พัฒนาเมืองดีทรอยต์ (the Detroit Future City Strategic Framework) ที่เน้นการมีส่วนร่วมอย่างมาก กระบวนการออกแบบภาพอนาคตเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง (Transformative Scenario Planning) ที่นายอาดัม คาเฮน ได้ใช้กระบวนการนี้สร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมาย

2 ปีต่อมา (พ.ศ.2557) พวกเขาตัดสินใจที่จะทำกระบวนการออกแบบภาพอนาคตเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง โดยได้จัดงาน ‘2 ทศวรรษข้างหน้า บูรพาจะไปทางไหน?’ กัญจน์ เล่าผลลัพธ์จากงานว่า ได้ภาพอนาคตแห่งวิธีบูรพา จำนวน 3 ภาพอนาคต ได้แก่ วิถีทนปากปล่อง วิถีทุนก้าวหน้า และวิถีไทสร้างสรรค์

นับแต่นั้นมาเป็นช่วงที่ได้มีการนำเอาภาพแห่งวิถีบูรพานำเสนอสู่ประชาชนในเวทีต่างๆ ซึ่งเสียงส่วนใหญ่สะท้อนว่าอยากเห็นภาคตะวันออกเดินหน้าต่อไปด้วย “วิถีไทสร้างสรรค์” อันจะเป็นการสนับสนุนให้ภาคตะวันออกมุ่งสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals – SDGs) ที่นานาชาติรวมทั้งประเทศไทยได้ตกลงร่วมกัน

“นำภาพอนาคตแห่งวิถีบูรพาพูดคุยกับวงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ภาคประชาสังคม สมัชชาสุขภาพ เสียงสะท้อนส่วนใหญ่อยากให้ภาคตะวันออกเดินหน้าด้วยวิถีไทสร้างสรรค์ สนับสนุนให้มุ่งสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน นี้เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นก่อนการมีอีอีซี อีอีซีเข้ามาทำให้เราคิดว่าสิ่งที่คิดไว้เป็นต้นทุน และชักชวนผู้คนมาเป็นเจ้าของวิถีไทสร้างสรรค์ที่ร่วมกันออกแบบให้มากขึ้น” กัญจน์ เล่า

—– ไม่ได้ค้าน ‘อีอีซี’ แต่ไม่เห็นด้วยที่เร่งรีบ —–

เวลาล่วงเลยมาเรื่อยๆ ค้างคาวนับร้อยบินออกจากรัง นึกในใจหากมีโอกาสฉันจะเดินทางมาทานมื้อเย็น ซึมซับบรรยากาศที่นี้อีกหลายครั้งในชีวิต นาฬิกาบอกเวลา 1 ทุ่มเศษ ฉันเริ่มเปลี่ยนบทสนทนา ตั้งคำถามถึงภาคตะวันออกที่รัฐออกแบบว่าเป็นอย่างไร

เขาเล่าว่า ปี พ.ศ.2559 รัฐบาลไทยมีนโยบายระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกที่จะเป็นเสมือนการพัฒนาอีสเทิร์นซีบอร์ด เฟส 2 ทั้งๆ ที่ปัญหาที่เกิดจากการพัฒนาอีสเทิร์นซีบอร์ดในระยะที่ผ่านมายังไม่ได้รับการจัดการ แลการเข้าถึงข้อมูลและการเข้าไปมีส่วนร่วมก็ยังเป็นข้อจำกัดอยู่มาก พร้อมให้ภาพโครงการต่อว่า อีอีซีมีเป้าหมายหลักในการเติมเต็มภาพรวมในการส่งเสริมการลงทุน ซึ่งเป็นการยกระดับอุตสหกรรมของประเทศ

“เท่าที่เห็นภาครัฐมี 2 ส่วน ส่วนแรกคือ ออกแบบแนวนโยบายซึ่งนำเสนอผ่านเวทีต่างๆ ที่รัฐจัดขึ้นโดยมีกลุ่มเป้าหมายของเขา มีการชี้แจงวัตถุประสงค์ เป้าหมาย เขตอุตสหกรรมเป้าหมาย 10 โครงการ ซึ่งมี 5 โครกางการหลัก ส่วนที่สองเกี่ยวข้องกับกลไกและกฎหมายไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ.อีอีซี และ คำสั่ง ม.44 หลายฉบับ” กัญจน์ เล่า

เขา และชาวบ้านออกตัวเสมอว่าไม่ได้คัดค้านโครงการอีอีซี แต่ไม่อยากให้อีอีซีเกิดขึ้นด้วยกระบวนการเร่งรีบ เร่งรัด และรวบอำนาจกับส่วนกลาง พวกเขาไม่ได้ปฏิเสธการพัฒนาเชิงพื้นที่ แต่สิ่งที่ปฏิเสธคือกระบวนการ สิ่งที่อยากเห็นคือการพัฒนาที่เกิดจาการมีส่วนร่วม ความเป็นหุ้นส่วนการพัฒนาจริงๆ และทำให้มันเกิดการพัฒนาเชิงพื้นที่อย่างสร้างสรรค์ นี่สิ่งที่พวกเขาอยากเห็น

ก่อนจบการสนทนาฉันถามเขาว่า หากวันหนึ่งภาคตะวันออกที่เขาอาศัยอยู่นั้นไม่สามารถออกแบบเองได้จริง ต้องเดินไปตามเส้นทางของภาครัฐที่ออกแบบไว้ เขาและคนในพื้นที่จะทำอย่างไร

กัญจน์ เงียบไปชั่วครู่และหันมาบอกว่า “มันคงเป็นงานหนักของพวกเรา” เขาไม่ได้อธิบายประโยคคำพูดก่อนหน้า แต่แววตาเขาล้วนเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น เพื่อให้ตะวันออกที่คนภาคตะวันออกแบบ ด้วยวิถีไทยสร้างสรรค์ตะวันออก เป็นภาพความจริง