นักวิชาการรุมถล่ม พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช ยับ หลักการ UPOV เอื้อรายใหญ่-แนะตีตกกฎหมาย

นักวิชาการแนะตีตก พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช เหตุยึดตาม UPOV ไม่สอดคล้องประเทศ เอื้อทุนใหญ่แทนนักปรับปรุงพันธุ์รายย่อย

รศ.สุรวิช วรรณไกรโรจน์ ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยในเวทีเสวนา “วิเคราะห์และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. … ต่างมุมมอง” จัดโดยคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ร่วมกับศูนย์กฎหมายภูมิภาคแม่น้ำโขง เมื่อวันที่ 21 พ.ย.2560 ตอนหนึ่งว่า ไม่ควรใช้หลักการคุ้มครองตามอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ (UPOV) มาเป็นฐานการร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืชฉบับนี้ เพราะมีแต่จุดด้อย

ทั้งนี้ เนื่องจากหลักการคุ้มครองตาม UPOV เกิดจากประเทศที่นักปรับปรุงพันธุ์เป็นเกษตรกรรายใหญ่ ขณะเดียวกันในต่างประเทศจะค่อยๆ มีพัฒนาการเพิ่มความเข้มข้นของกฎหมายตามลำดับ แต่สำหรับประเทศไทยยังไม่มีการปรับตัว ดังนั้นจึงมีความเห็นว่าร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ควรถูกตีตก เพราะไม่มีความสมดุลต่อประเทศ และแม้จะได้รับการอนุมัติแต่ก็ไม่สามารถบังคับใช้จริงได้แน่นอน เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงนี้เอื้อประโยชน์ให้แก่กลุ่มทุนใหญ่ มากกว่านักปรับปรุงพันธุ์รายย่อย

“ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นแน่นอน คืออายุการคุ้มครองพันธุ์ไม้จากต่างประเทศเดิม 1 ปี เป็น 4 ปี ทำให้เกษตรกรต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ราคาสูงขึ้นเป็นเวลานาน รวมถึงไทยจะได้พันธุ์พืชใหม่ๆ จากต่างประเทศช้าลง ซึ่งถือว่าเสียประโยชน์ทางอ้อม ในส่วนของพืชดัดแปลงพันธุกรรม (GMOs) เดิมต้องผ่านการประเมินความปลอดภัยทางชีวภาพ แต่ในร่าง พ.ร.บ.จะไม่มีมาตรานี้ หมายความว่าพืช GMOs สามารถมาขอรับความคุ้มครองได้เลยโดยไม่ต้องผ่านการตรวจ” รศ.สุรวิช กล่าว

ผศ.สมชาย รัตนชื่อสกุล คณะนิติศาสตร์ปรีดีพนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวว่า UPOV ไม่ได้เป็นมาตรฐานสากล และไม่ได้ถูกพูดถึงในความตกลงว่าด้วยสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับการค้า (TRIPs) ที่ประเทศไทยมีข้อผูกพัน และจำเป็นต้องร่างกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช ซึ่ง TRIPs ไม่ได้บังคับว่าต้องเป็นแบบใด แต่ให้รูปแบบใน 3 ทางเลือกคือ 1.ใช้กฎหมายสิทธิบัตร 2.คุ้มครองสิทธินักปรับปรุงพันธุ์ด้วยข้อตกลงระหว่างประเทศที่มีอยู่ 3.สามารถใช้ระบบคุ้มครองเฉพาะที่คิดขึ้นเองและมีประสิทธิภาพ

“เราสามารถเลือกทางใดก็ได้ ซึ่งในขณะนั้นถ้าดูจาก UPOV ฉบับแรกคือ 1961 จะมีระดับความคุ้มครองไม่มาก แต่พอแก้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ใน 1978 กระทั่งถึง 1991 UPOV ก็ได้เพิ่มระดับการคุ้มครองจนเกือบเปรียบเสมือนสิทธิบัตร แต่ไทยก็เลือกใช้เพียงระดับ UPOV 1978 มาปรับบางส่วนให้เหมาะกับระบบเกษตรในประเทศ รวมกับหลักการในอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (CBD) จนเกิดเป็น พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542 ทำให้ขณะนั้นไทยมีระบบกฎหมายเฉพาะที่มีประสิทธิภาพ” ผศ.สมชาย กล่าว

ผศ.สมชาย กล่าวว่า อย่างไรก็ตามแม้ พ.ร.บ.ดังกล่าวจะมีขึ้นตั้งแต่ปี 2542 แต่กลไกการเข้าถึงและแบ่งปันผลประโยชน์นั้นยังไม่ถูกทำงานเท่าใด เนื่องจากไม่ค่อยมีกฎหมายลูกรองรับ หรือออกหลังจากกฎหมายแม่ไปแล้วกว่า 10 ปี ส่วนร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช ฉบับล่าสุดที่กรมวิชาการเกษตรกำลังแก้นี้ กลับกำลังจะลอกเอาระดับของ UPOV 1991 มาใช้ ซึ่งส่วนใดที่ พ.ร.บ.ปี 2542 มีมากกว่าก็จะถูกตัด แต่อันไหนที่ไม่เคยมีเหมือนใน UPOV 1991 ก็จะถูกเติม

นายศุพฤฒิ ถาวรยุติการต์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การสร้างแรงจูงใจให้นักปรับปรุงพันธุ์นั้นมีหลายวิธี แต่กฎหมายที่กำลังร่างนี้กลับเปิดช่องให้คนที่ได้เปรียบได้เปรียบมากขึ้นไปอีก ขณะที่ไม่ได้แก้ปัญหาให้กับคนที่เสียเปรียบ ดังนั้นรูปแบบของผลตอบแทนการใช้กฎหมาย UPOV จึงไม่แน่นอน ด้วยสภาพแวดล้อมทำให้คนที่ได้รับประโยชน์ไม่เหมือนกัน แต่สำหรับสถานการณ์ในประเทศไทยนั้นไม่เหมาะสม ดังนั้น TRIPs จึงเปิดทางเลือกให้เพราะสาเหตุนี้