ศาลปกครองสูงสุดรับพิจารณา ‘เขื่อนปากแบง’ ชาวบ้านชี้สร้างในลาวกระทบข้ามชาติถึง ‘ไทย’

ศาลปกครองสูงสุดรับคดี “เขื่อนปากแบง” เข้าสู่การพิจารณาหลังชาวบ้านยื่นอุทธรณ์ ชี้สร้างผลกระทบ 8 จังหวัดริมแม่น้ำโขง

น.ส.เฉลิมศรี ประเสริฐศรี นักกฎหมายมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน เปิดเผยเมื่อวันที่ 12 พ.ย.2560 ว่า ศาลปกครองสูงสุดได้รับคดีผลกระทบจากโครงการก่อสร้างเขื่อนปากแบง ประเทศลาว เข้าสู่การพิจารณาแล้ว ภายหลังได้มีการยื่นอุทธรณ์เนื่องจากศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับฟ้อง โดยมีนายนิวัฒน์ ร้อยแก้ว นายจีรศักดิ์ อินทะยศ และนายพิศณุกรณ์ ดีแก้ว และกลุ่มรักษ์เชียงของ รวม 4 รายเป็นผู้ฟ้องคดีต่อ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ กรมทรัพยากรน้ำ และคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงแห่งชาติไทย

สำหรับเหตุผลในการใช้อุทธรณ์ เนื่องจากผู้ฟ้องคดีทั้ง 4 รายเป็นประชาชนที่มีภูมิลำเนาและประกอบอาชีพอยู่ใน อ.เชียงของ จ.เชียงราย ซึ่งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขงและคาดว่าจะได้รับผลกระทบจากเขื่อนปากแบงมากที่สุด เนื่องจากอยู่ห่างจากโครงการเพียงประมาณ 97 กิโลเมตร และยังมีจังหวัดติดริมน้ำโขงที่จะได้รับผลกระทบดังกล่าวอีก 7 จังหวัด ได้แก่ เลย หนองคาย บึงกาฬ นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี

ขณะที่แม่น้ำโขงมีระบบนิเวศน์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่สมบูรณ์ และเป็นสินทรัพย์ธรรมชาติที่มูลค่ามหาศาลต่อทุกประเทศที่ติดลำน้ำโขง หากมีการก่อสร้างโครงการฯ ขึ้นย่อมทำให้ผู้ฟ้องคดีทั้ง 4 ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ไม่ได้ดำเนินการให้ถูกต้องครบถ้วน โดยเฉพาะในส่วนของการรับฟังความคิดเห็นที่ไม่ครอบคลุมครบถ้วน จึงเป็นการกระทำที่ถือว่าก่อให้เกิดการกระทบต่อสิทธิของประชาชน

น.ส.เฉลิมศรี กล่าวว่า อำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 3 ตามกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยข้อตกลงการใช้น้ำแม่น้ำโขง พ.ศ.2538 ได้กำหนดให้ต้องดำเนินการให้ความเห็นต่อคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) และรัฐบาลไทย ในการแจ้งให้ทราบถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการก่อสร้างโครงการฯ ความเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบทั้งต่อรัฐและประชาชนไทย แต่ไม่ปรากฏว่าผู้ถูกฟ้องคดีจะดำเนินการดังกล่าวแต่อย่างใดทั้งสิ้น

น.ส.เฉลิมศรี กล่าวอีกว่า แม้การทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าจากโครงการฯ จะมีการเจรจาตกลงกันในลักษณะเชิงธุรกิจพาณิชย์ก็ตาม แต่วัตถุประสงค์ของสัญญาดังกล่าวเป็นการทำสัญญาขึ้นเพื่อจัดการบริการสาธารณะ และจะต้องมีการขออนุญาตจากหน่วยงานที่ควบคุมกิจการพลังงาน อีกทั้งการดำเนินการจัดซื้อไฟฟ้าเป็นอำนาจหน้าที่ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐ สัญญาซื้อขายไฟฟ้าจึงถือว่าเป็นสัญญาที่ใช้อำนาจทางปกครอง จึงเชื่อว่าผู้ฟ้องคดีทั้ง 4 มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาล เพื่อเรียกร้องให้ผู้ถูกฟ้องคดีปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย

“เราเชื่อว่าการอุทธรณ์นี้จะได้รับการพิจารณาในแนวทางเดียวกับคดีเขื่อนไซยะบุรีที่รับฟ้อง เพราะเป็นแนวทางเดียวที่ประชาชนจะได้รับความคุ้มครองจากการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม สำหรับกรณีผลกระทบข้ามพรมแดนที่รัฐมีหน้าที่ต้องตรวจสอบ และปกป้องคุ้มครองประชาชน” น.ส.เฉลิมศรี กล่าว

อนึ่ง โครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำปากแบง (Pak Bang Dam) เป็นโครงการเขื่อนพลังน้ำไหลผ่าน (Run Off River) กำลังการผลิต 912 เมกะวัตต์ ของกลุ่มบริษัท ต้าถังโอเวอร์ซีส์ อินเวสต์เม้นต์ (Datang Overseas Investment) ซึ่งจะก่อสร้างบนแม่น้ำโขงสายประธาน เมืองปากแบง แขวงอุดมไชย ทางภาคเหนือของ สปป.ลาว ห่างไปทางตอนบนของเมืองปากแบง ประมาณ 14 กิโลเมตร ซึ่งจะดำเนินการก่อสร้างในปี 2560 และจะแล้วเสร็จพร้อมจ่ายกระแสไฟฟ้าในปี 2566

สำหรับลักษณะโครงการ ประกอบด้วย เขื่อนคอนกรีต โรงไฟฟ้า ประตูระบายน้ำ ประตูเรือสัญจร และทางปลา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ผลิตไฟฟ้า ปรับปรุงการเดินเรือบริเวณตอนบนของเขื่อน และสนับสนุนการท่องเที่ยวในพื้นที่เขื่อน ซึ่งในส่วนของระดับน้ำบริเวณเขื่อนจะมีความหลากหลายตั้งแต่ 16-27 เมตร ขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงการไหลของน้ำในแต่ละช่วงฤดู ขณะที่การส่งออกไฟฟ้าขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงในแต่ฤดูกาล

- Advertisement -