พรพนา ก๊วยเจริญ หญิงผมสั้นดูทะมัดทะแมงจาก Land Watch Thai หรือกลุ่มจับตาปัญหาที่ดิน ซึ่งทำงานติดตามสถานการณ์ปัญหาดินในระดับพื้นที่และนโยบายรัฐ กล่าวชวนผู้ร่วมเวที ‘ตะวันออก ที่เราออกแบบได้’ เมื่อวันที่ 5 พ.ย. 2560 กว่า 200 คน ขึ้นเครื่องบินไปยังประเทศต่างๆ แถบลุ่มน้ำโขง เพื่อศึกษาบทเรียนของนิยามคำว่า ‘เขตเศรษฐกิจพิเศษ’ ก่อนการมาเยือนยังพื้นที่ในเร็ววัน

เธอฉายภาพแผนที่ประเทศไทยพร้อมด้วยประเทศเพื่อนบ้านแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แสดงเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Zones: SEZs) บริเวณชายแดนในประเทศต่างๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันจำนวน 45 แห่ง โดยอ้างอิงข้อมูลจาก The Role of Special Economic Zones in Improving Effectiveness of GMS Economic Corridors ปี 2016

หากย้อยดูแนวคิดการเกิดเขตเศรษฐกิจพิเศษในภูมิภาคแม่น้ำโขงแล้ว สามารถสรุปได้ว่า 1.เริ่มต้นจากการเชื่อมต่อระหว่างภูมิภาค ตามแผนการเปลี่ยนระเบียงขนส่งให้เป็นระเบียงเศรษฐกิจของเอดีบี (Asian Development Bank: ADB) ในทศวรรษ 2540 (พ.ศ. 2540-2549)

2.การดึงดูดการลงทุนต่างประเทศ การเปลี่ยนไปสู่อุตสาหกรรมและจุดศูนย์กลางของนวัตกรรม และการทำให้เป็นสมัยใหม่ไปในเวลาเดียวกัน 3.การใช้นโยบายฐานเชิงพื้นที่ (ระเบียงเศรษฐกิจ) หรือความได้เปรียบของตำแหน่งทางภูมิศาสตร์เป็นตัวกำหนดพื้นที่สำหรับการสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษ

4.การทำให้เขตเศรษฐกิจพิเศษเป็นเหมือนเขตปกครองพิเศษ สร้างแรงจูงใจทางภาษี แรงงานราคาถูก และการเข้าถึงที่ดิน 5.การให้สิทธิตามกรอบกฎหมายอันเป็นส่วนสำคัญในการสร้างสภาวะยกเว้นเหนือดินแดนในอาณาบริเวณเขตเศรษฐกิจพิเศษ

—– ส่อง ‘เขตเศรษฐกิจพิเศษ’ ประเทศเพื่อนบ้าน —–

การสถาปนาเขตเศรษฐกิจพิเศษในภูมิภาคแม่น้ำโขง เริ่มขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2535 ภายใต้โครงการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (Greater Mekong Subregion: GMS) 10 ปีต่อมา (พ.ศ.2545) เกิดเขตเศรษฐกิจพิเศษสะหวัน-เซโน (Savan Seno Special Economic Zone) บนเนื้อที่จำนวน 121,869 ไร่

พ.ศ.2549 เขตเศรษฐกิจพิเศษของกัมพูชา (Cambodian Special Economic Zone) จำนวน 69,000 ไร่ พ.ศ.2554 เขตเศรษฐกิจพิเศษของพม่า จำนวน 127,820 ไร่ และ พ.ศ.2557 เขตเศรษฐกิจพิเศษของไทย จำนวน 24,000 ไร่ ซึ่งมีแนวคิดตั้งแต่ปี พ.ศ.2547

พรพนา ไกด์บนเที่ยวพิเศษบรรยายก่อนเครื่องบินผ่านน่านฟ้าประเทศนั้นๆ พร้อมให้รายละเอียดต่อไป เริ่มด้วย เขตเศรษฐกิจพิเศษสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ประกอบ 13 เขต แบ่งเป็น 4 เขตเศรษฐกิจพิเศษ และ 9 เขตเศรษฐกิจเฉพาะ มีเป้าหมายเพื่อก้าวพ้นความยากจน สร้างเมืองใหม่ อุตสาหกรรมทันสมัย และโครงสร้างพื้นฐาน

เขตเศรษฐกิจพิเศษกัมพูชา ซึ่งดำเนินการมาแล้วจำนวน 10 เขต จากทั้งหมด 21 เขต มีเป้าหมายเพื่อเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมที่หลากหลาย กระตุ้นเศรษฐกิจ และการจ้างงานในท้องถิ่น เขตเศรษฐกิจพิเศษพม่า มี 3 เขต มีเป้าหมายเพื่อเป็นจุดก้าวกระโดดด้านอุตสาหกรรม และลดการพึ่งพาการส่งออกทรัพยากรธรรมชาติ เขตเศรษฐกิจพิเศษไทย จำนวน 10 เขต มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มโอกาสการแข่งขัน ลดความเหลื่อมล้าการพัฒนา และเสริมสร้างความมั่นคงชายแดน

สำหรับประเทศไทยยังมีอีกโครงการที่มีความเกี่ยวข้องกับเขตเศรษฐกิจพิเศษ ภายใต้ชื่อ ‘โครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC)’ ซึ่งเป็นภาคเป็นภาคสองต่อยอดจากโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ด ตามแนวความคิดของเอดีบีคือการเชื่อมโยงภูมิภาค โดยมีเป้าเพื่อผลักดันเขตเศรษฐกิจพิเศษเป็นยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศแม่น้ำโขง และผลักดันอุตสาหกรรมการผลิตข้ามพรมแดน การขยายพื้นที่การผลิตขนาดใหญ่ รวมทั้งการลงทุนต่างประเทศ

—– จีนวางนโยบายผนึกเศรษฐกิจภูมิภาค —–

“นอกจากนโยบายหนึ่งเข็มขัดเศรษฐกิจหนึ่งเส้นทาง (One Belt One Road) เส้นทางสายไหมศตวรรษที่ 21 ซึ่งเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2556 โดยรัฐบาลจีนแล้ว ยังมีนโยบายระเบียงเศรษฐกิจพิเศษที่จะมีการเชื่อมโยงหลายประเทศเข้าด้วยกัน จีนได้สร้างธนาคารเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแห่งเอเชีย มีสมาชิก 57 ชาติ เพื่อจะผลัดดันโครงการให้เป็นภูมิภาคเดียวกัน” พรพนา ให้ภาพการสร้างเศรษฐกิจของจีน

เธอเล่าถึงโครงการเส้นทางสายไหมศตวรรษ 21 ต่อว่า ใช้เงินลงทุนประมาณ 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ มีความเกี่ยวข้องกับประเทศทั้งหมด 60 ประเทศในแทบภูมิภาคเอเชียตะวันออกกลาง ยุโรป แอฟริกาตะวันออก และแอฟริกาเหนือ ทั้งยังส่งผลต่อ 65% ของประชากรโลก มีผลกระทบต่อ 1 ใน 3 ของเศรษฐกิจโลก และ 1 ใน 4 ของการค้าโลก

ทั้งนี้ยังมีความเกี่ยวข้องกับโครงการระเบียงเศรษฐกิจอนุภูมิภาคแม่น้ำโขง โดยได้รับแนวคิดการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจของเอดีบี ซึ่งเป็นกลไกขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจ การเพิ่มตัวเลขการค้า การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ การเปลี่ยนเป็นพื้นที่อุตสาหกรรม และเป็นจุดศูนย์กลางในเวลาเดียวกัน

บทบาทของเอดีบี คือการให้ความช่วยเหลือด้านเทคนิค ยกร่างยุทธศาสตร์พัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ กฎหมายการลงทุน และพระราชกฤษฎีกาเขตเศรษฐกิจพิเศษ ทั้งยังให้ทุนก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมโยงเขตเศรษฐกิจพิเศษ ท่าเรือ ตลาดข้ามพรมแดน ตามแนวระเบียงเศรษฐกิจที่มีเขตเศรษฐกิจพิเศษตั้งอยู่ รวมทั้งการให้ความช่วยเหลือทางการเงินและเทคนิคอีกด้วย และการอำนวยความสะดวกทางการค้า การลงทุนข้ามพรมแดน ได้แก่ การพัฒนาสถาบัน กฎหมาย และปรับปรุงระเบียบการต่างๆ

—– แปลงทุน-พรากที่ดิน ปัญหา ‘เขต ศก.พิเศษ’ —–

“สุดท้ายอะไรคือปัญหาและข้อท้าทายที่เราต้องคุยกันในเรื่องที่ดิน” ผู้เชี่ยวชาญด้านที่ดิน ไกด์นำท่องโลกของเขตเศรษฐกิจพิเศษไม่ลืมที่จะตั้งคำถาม พร้อมเล่าต่อ

“ปัญหาอันดับแรกคือการแปลงที่ดินให้เป็นทุน พบว่าทุกประเทศมีการออกกฎหมายเพื่อให้ทุนสามารถเข้าถึงที่ดินได้ ไม่ว่าจะเป็น ลาว กัมพูชา ออกกฎหมายให้สัมปทานที่ดิน 99 ปี และกฎหมายการลงทุนของพม่า 75 ปี และประเทศไทยสามารถสัมปทานได้ 99 ปี โดยทำได้ในยุคของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ซึ่งใช้ ม.44” พรพนา ระบุ

เธอเล่าต่อถึงปัญหาที่ 2 คือการพรากสิทธิที่ดิน ทำให้เกิดการแย่งยึดที่ดินทั้งในประเทศ และข้ามพรมแดนอย่างกว้างขวาง ปัญหาใช้ความรุนแรงเพื่อแย่งยึดที่ดิน บังคับให้โยกย้ายออกจากที่ดินโดยไม่สมัครใจ ไม่มีค่าชดเชย หรือจ่ายค่าชดเชยต่า และการยึดที่ดินโดยกฎหมาย

ท้ายสุดก่อนจบทริปเธอเชื่อมโยงให้ประเด็นปัญหา กับโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกระยะแรกที่มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นพื้นที่ 3 จังหวัด คือ ระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา ร่วมกันขบคิดกับผู้ร่วมเดินทางทุกคนว่า การเชื่อมโยงเศรษฐกิจในภูมิภาคแม่น้ำโขง การหล่อเลี้ยง การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของจีน การขับเคลื่อนของเอดีบี

ทั้งยังรวมถึงการดึงดูดการลงทุนต่างประเทศข้ามพรมแดน การใช้นโยบายความได้เปรียบด้านที่ตั้งบนระเบียงเศรษฐกิจภูมิภาคแม่น้ำโขง การสร้างเงื่อนไขสภาวะยกเว้นต่างๆ เช่น แรงงานราคาถูก การสัมปทานที่ดิน/เช่าที่ดิน ภาษี และเรื่องอื่นนั้นๆ ใครได้ประโยชน์ เสียประโยชน์มากน้อยเพียงใด

คำถามคือ ใช่หรือไม่ว่าชาวบ้านในพื้นที่ 3 จังหวัด จะต้องแบกรับผลกระทบเฉกเช่นที่เคยเกิดในพื้นที่เขตเศรษฐกิจอื่นๆ ทั่วประเทศ และทั่วภูมิภาค

- Advertisement -