กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อีกครั้งกับท่าทีอากัปกิริยาชวนขัดหูขัดตาชาวเน็ตของ โดนัล ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ที่ล่าสุดได้เรียกเสียงฮือฮาจากการให้อาหารปลาคาร์พ หรือ โคอิ (Koi) ด้วยลักษณะ “เทพรวด” รวดเดียวหมด ระหว่างเยือนประเทศญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ

มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงพฤติกรรมดังกล่าวเป็นจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่พุ่งเป้าไปที่ “การควบคุมอารมณ์” โดยลักษณะดังกล่าวถูกมองว่าสะท้อนความใจร้อนของผู้นำสูงสุดของสหรัฐอเมริกา

อย่างไรก็ดี แม้ว่าในภายหลังจะปรากฏคำอธิบายว่าภาพที่ถูกเผยแพร่เหล่านั้น เป็นพฤติกรรมช่วงท้ายของการให้อาหารปลา โดยช่วงแรกทรัมป์ก็ได้ตักทีละช้อน เช่นเดียวกับ ชินโสะ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ที่ได้เทอาหารพรวดรวดเดียวในตอนท้ายด้วยเช่นกัน

จากดราม่าดังกล่าว ชวนให้สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม (GreenNews) เกิดคำถามถึงวิธีการให้อาหารที่ถูกควร

ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระบุชัดว่า วิธีการให้อาหารแบบโปรยหรือเทนั้นไม่ได้มีความแตกต่างหรือส่งผลใดๆ ต่อตัวปลา แต่ความสำคัญที่แท้จริงคือ “ปริมาณอาหาร” ที่ให้ลงไป

“สิ่งที่ต้องคำนึงเวลาให้อาหารปลาคือความสมดุลระหว่างอาหาร จำนวนปลา และขนาดของพื้นที่ หากมีการให้อาหารมากเกินไปก็จะทำให้น้ำเน่าเสีย และส่งผลให้ปลาตายในที่สุด” ดร.ธรณ์ ระบุ

นักวิชาการรายนี้ อธิบายว่า ปลาเลี้ยงนั้นมีหลายระดับ ซึ่งสำหรับปลาคาร์พที่มีราคาแพงนั้น คนที่เลี้ยงได้มักรู้อยู่แล้วว่าจะต้องให้อาหารปริมาณเพียงใด จึงเหมาะสมกับขนาดของบ่อ ขนาดของปลา เพราะบ่อมีขนาดเล็กและน้ำตื้น อย่างไรก็ตามตัวบ่อก็ยังมีระบบการจัดการน้ำ และการจัดการของเสียที่ค่อนข้างดี

ขณะเดียวกัน หากเป็นบ่อปลาตามวัดหรือแหล่งน้ำอื่นๆ ซึ่งเกือบทั้งหมดไม่มีระบบจัดการของเสีย หรือไม่รู้แม้กระทั่งว่ามีปลามากน้อยขนาดไหน ก็จะขึ้นกับขนาดของแหล่งน้ำ ถ้าเป็นบ่อขุดเล็กๆ ขนาดไม่เกิน 200 ตารางวา น้ำก็จะเน่าเสียได้ง่ายหากมีสัตว์น้ำหรือปริมาณอาหารเยอะเกินไป แต่ถ้าเป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่หรือตามแม่น้ำก็จะไม่ค่อยมีปัญหา เพราะมีน้ำไหลตลอด

“จริงๆ ไม่ได้มีเกณฑ์ชัดเจน เพียงแต่อยากให้ดูสภาพบ่อ สภาพน้ำ ปริมาณปลาในบ่อว่าเหมาะกันไหม ถ้าบ่อเล็กแต่ปลาเยอะแบบนี้ก็ไม่ควรไปให้อาหาร” ดร.ธรณ์ กล่าวเสริม

เขายังให้ความเห็นอีกว่า สำหรับการเลี้ยงปลาคาร์พนั้นยังมีเรื่องของรสนิยม วัฒนธรรมและประเพณีเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งปกติจะให้อาหารกันอย่างพอดีๆ และการให้อาหารนั้นก็ไม่ได้เป็นไปเพื่อให้ปลากินอาหารอย่างเดียว แต่ยังเฝ้าดูการเจริญเติบโต ดูอาการ ดูพฤติกรรม และอีกมากมายที่เป็นความสุขทางอารมณ์ เป็นรสนิยมชั้นสูงของชาวญี่ปุ่นเช่นเดียวกับการชงชา

สอดคล้องกับ สนธิพันธ์ ผาสุขดี ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด กรมประมง ที่ระบุว่า การเลี้ยงปลาด้วยอาหารเม็ดจะโปรยหรือเทลงไปก็ได้ แต่ปริมาณอาหารกับปลาในบ่อต้องสัมพันธ์กัน ซึ่งปกติหากเป็นในแม่น้ำหรือตามวัดส่วนใหญ่ ที่มีขายอาหารเม็ดถุงเล็กๆ ถึงคนซื้อเทลงไปทีเดียวหมด แต่มีปลาขึ้นมาแย่งกันจำนวนมากก็ไม่ได้ส่งผลอะไร แต่ถ้าเป็นปลาในบ่อขนาดไม่ใหญ่ ก็มีโอกาสเป็นไปได้ที่จะเทมากเกินไป อาหารเหลือ และทำให้น้ำเน่าเสีย

ส่วนผลกระทบในเชิงนิเวศ เขาอธิบายว่า ในอดีตมีปลาในแม่น้ำเยอะกว่านี้มาก แต่ปัจจุบันหายไปเกือบหมด เหลือเพียงแต่ปลาตามวัดหรือจุดที่เราให้อาหาร กลายเป็นส่วนที่ช่วยรักษาพันธุ์ เมื่อถึงฤดูปลาก็จะออกไปวางไข่ พอวางเสร็จส่วนหนึ่งก็จะกลับเข้ามาในจุดที่มีอาหาร ดังนั้นสิ่งที่ผลกระทบกับพันธุ์ปลาจึงเนื่องมาจากการใช้ประโยชน์ ปรับปรุง เปลี่ยนแปลงพื้นที่แหล่งน้ำของเรามากกว่า

สำหรับประเภทอาหาร สนธิพันธ์ ระบุว่า ขนมปังมีคาร์โบไฮเดรตเป็นส่วนประกอบสามารถให้ปลากินได้ แต่ถ้าเป็นอาหารหรือขนมที่มีสีก็ขึ้นกับว่าผสมด้วยสีอะไร ถ้าเป็นสีผสมอาหารก็กินได้เหมือนคนทั่วไปไม่มีผลอะไร ส่วนถ้าเป็นอาหารเม็ด โรงงานที่ผลิตจะต้องมาขึ้นทะเบียนกับกองวิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์น้ำ กรมประมงอยู่แล้ว จึงถูกต้องและไม่มีพิษภัยใดๆ กับปลา

เขาเสริมอีกว่า ปลาคาร์พนั้นกินอาหารค่อนข้างช้า ดังนั้นวิธีให้ที่ถูกต้องค่อยๆ โปรยให้ทีละน้อย พอปลากินหมดค่อยโปรยอีกเพื่อไม่ให้อาหารเหลือ แต่ถ้าเกษตรกรหรือผู้เลี้ยงสามารถคำนวณได้ว่า 1 มื้อจะให้อาหารเท่าใด ก็สามารถเทแล้วให้ปลาเข้ามากินเองได้เช่นเดียวกัน ตราบใดที่ไม่มากเกินไป ดังนั้นวิธีให้อาหารจึงไม่ค่อยมีผล นอกจากอาจทำให้การเทดูเหมือนไม่ค่อยมีความตั้งใจ หรือไม่ค่อยสุภาพเท่านั้น

อีกเสียงยืนยันจาก รศ.สพ.ญ.นันทริกา ชันซื่อ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคสัตว์น้ำ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ระบุว่า การให้อาหารจะขึ้นอยู่กับจำนวนปลาที่อยู่ในน้ำ โดยปกติการให้อาหารปลาจะให้ประมาณไม่เกิน 3% ของน้ำหนักตัว ถ้าให้อาหารเยอะแต่จำนวนปลามีเยอะหรือปลาสามารถกินหมดได้ภายใน 20 นาที ก็ถือว่าไม่เป็นอะไร

อย่างไรก็ตาม ถ้ามีปลาอยู่เป็นจำนวนมากและมีการให้อาหารลงไปในจุดเดียวก็เกิดการแย่งกัน ซึ่งตัวที่แข็งแรงก็จะเข้ามากินได้ก่อน ส่วนตัวที่อ่อนแอหรือมาทีหลังเข้าไปไม่ได้ก็อาจจะไม่ได้กิน ฉะนั้นการโปรยไปหลายที่ จะทำให้ตัวที่อ่อนแอหรือมาทีหลังจะได้กินด้วย สามารถกระจายได้ทั่วถึงกว่า

ในส่วนของพฤติกรรมคนทั่วไปให้กันอย่างไร มุมมองหนึ่งจากสายตาของผู้ขายอาหารปลา ประเสริฐ ไพเราะ วัย 72 ปี หนึ่งในผู้ค้าบริเวณวัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร ระบุว่า ที่ผ่านมามีทั้งผู้ที่ให้แบบโปรยและแบบเท ซึ่งส่วนตัวมองว่าไม่ได้มีความแตกต่างอะไร แต่ทั้งนี้ผู้ซื้อมีแนวโน้มที่จะซื้อขนมปังมากกว่าอาหารเม็ด ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะอาหารเม็ดจะทำให้มือสกปรกกว่า

ขณะที่ หมวย ผู้ค้าอีกรายให้ความเห็นว่า ส่วนตัวมองว่าการให้อาหารลงไปทีเดียว เช่น โยนขนมปังลงไปทั้งแผง สามารถทำให้ปลาเข้าถึงได้เยอะกว่า เนื่องจากอาหารมีขนาดใหญ่กว่า แทนที่จะฉีกเป็นชิ้นเล็กๆ ที่ไม่พอให้ปลาเข้ามาแย่งกันกิน

- Advertisement -