ในช่วงเวลาเพียงไม่ถึง 1 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเผชิญสถานการณ์อุทกภัย น้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมขัง และดินโคลนถล่มในทุกภาคของประเทศ เช่น เมื่อไม่นานมานี้เกิดเหตุน้ำท่วมใหญ่ในรอบ 43 ปี ที่ จ.สกลนคร ฝนถล่มน้ำท่วมขังในพื้นที่กรุงเทพฯ หลายระลอก รวมทั้งน้ำท่วมใหญ่ที่ จ.มหาสารคาม ก่อนหน้านี้ ซึ่งมีรายงานว่าระดับน้ำสูงเทียบเท่ากับปี 2554 สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินประชาชนในหลายพื้นที่

ปัญหาน้ำท่วมดูจะกลายเป็นภัยพิบัติประจำถิ่นไปเรียบร้อยแล้ว อีกทั้งมีความสัมพันธ์กับอิทธิพลและลมมรสุมที่เพิ่มความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ในหลายเหตุการณ์ยังพิสูจน์ให้เห็นว่าการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาลยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะเท่าทันการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน

รายงานการสังเคราะห์และประมวลสถานภาพองค์ความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทย ครั้งที่ 2 (TARC 2) ชี้ว่า ในช่วงเวลา 64 ปีที่ผ่านมา (2494 – 2557) ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากพายหมุนเขตร้อนโดยเฉลี่ย 3 ลูกต่อปี ซึ่งเดือนตุลาคมเป็นเดือนที่มีความถี่ของพายุหมุนเขตร้อนเกิดขึ้นสูงสุด คิดเป็นพายุ 53 ครั้งจากทั้งหมด 189 ครั้งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว

นอกจากนี้ รายงานยังชี้ว่า พายุเกือบทั้งหมดใน 189 ลูก จัดอยู่ในกลุ่มพายุดีเปรสชั่น (ความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางพายุน้อยกว่า 61 กม./ชม.) มีเพียง 14 ลูกเท่านั้น ที่จัดอยู่ในระดับพายุโซนร้อน (ความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางพายุน้อยกว่า 62-117 กม./ชม.) และ 1 ลูก จัดอยู่ในระดับพายุไต้ฝุ่น (ความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางพายุมากกว่า 118 กม./ชม.)

ในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20 และทศวรรษแรกของศตวรรษที่ 21 พายุหมุนเขตร้อนที่เคลื่อนตัวพัดผ่านประเทศไทยมีแนวโน้มลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่เมื่อพิจารณาพายุหมุนเขตร้อนในระดับที่สูงกว่าพายุดีเปรสชั่น พบว่ามีจํานวนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตั้งแต่ทศวรรษที่ 1970

นั่นอาจเกิดจากสภาพแปรปรวนของอากาศอย่างสุดขีด โดยรายงาน TARC2 ได้อ้างอิงถึงงานวิจัยอีกชิ้น ซึ่งค้นพบว่าภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยรวมมีอัตราการเพิ่มของอุณภูมิที่ 0.14-0.20 องศาเซลเซียสต่อทศวรรษ

สิ่งนี้เองส่งผลให้สภาวะสุดขีดของอุณหภูมิในรูปของจำนวนวันที่ร้อนและจำนวนคืนที่อุ่นในภูมิภาคเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่จำนวนวันและคืนที่หนาวเย็นก็มีอัตราลดลง ปริมาณฝนรวมรายปีมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 22 มิลลิเมตรต่อทศวรรษ ส่วนปริมาณฝนที่เกิดจากฝนตกหนักมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 10 มิลลิเมตรต่อทศวรรษ

และยังส่งผลในการเพิ่มระดับความรุนแรงของพายุที่พัดผ่านประเทศไทย เสริมอิทธิพลของมรสุมให้ฝนเทกระหน่ำ เกิดน้ำท่วมฉับพลันในหลายพื้นที่

ทีมข่าวการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ทำการรวบรวมเหตุการณ์น้ำท่วมอันเป็นผลมาจากมรสุมหรือพายุ และพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายในช่วงรอบปีที่ผ่านมา

มกราคม 2560

มรสุมครั้งแรกของปี 2560 เริ่มกระหน่ำที่ภาคใต้ ส่งผลให้มีฝนตกหนาแน่นเกิดน้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมต่อเนื่องใน สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี และตรัง ที่สาหัสอย่างมากคือ อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งน้ำทะลักสันอ่างเก็บน้ำถึง 3 แห่ง

มีนาคม 2560

วันที่ 17 มีนาคม 2560 เกิดฝนตกในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล เป็นเหตุให้น้ำท่วมในหลายพื้นที่

พฤษภาคม 2560

อิทธิพลของมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่เริ่มพัดปกคลุมประเทศไทย ทำให้ฝนกระหน่ำอย่างหนักในแทบทุกพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร เกิดน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นถนนรัชดา สุขุมวิท สีลม เพชรบุรี ลาดพร้าว แหล่งท่องเที่ยวในย่านสยามสแควร์ก้ไม่เว้น นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าปริมาณฝนสูงกว่าค่าปกติโดยเฉลี่ย 50% ทั้งประเทศ เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลายพื้นที่ ได้แก่ สุโขทัย พิษณุโลก เชียงใหม่ อุตรดิตถ์ ลำพูน กำแพงเพชร เลย อุดรธานี เพชรบูรณ์ ลำปาง นครพนม

กรกฎาคม 2560

อิทธิพลของมรสุมตะวันตกเฉียงใต้มีกำลังแรงขึ้นมา ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่พายุหมุนเขตร้อนในทะเลจีนใต้ตอนบนเคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยเป็นจำนวน 2 ลูก คือ พายุดีเปรสชัน “ตาลัส” (TALAS) และพายุโซนร้อน “เซินกา” (SONCA) ทำให้ฝนตกหนักและเกิดน้ำท่วมในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในภาคอีสาน เช่น อุบลราชธานี มหาสารคาม บุรีรัมย์ ศรีษะเกษ ขอนแก่น กาฬสินธุ์ โดยมีรายงานว่า “เมืองสกลนครจมบาดาลทั้งเมือง”

สิงหาคม 2560

กระหน่ำซ้ำด้วยอิทธิพลจาก ไต้ฝุ่น “ฮาโตะ” (HATO) และพายุโซนร้อน “ปาข่า” (PAKHAR) ที่แม้จะสลายตัวก่อนถึงประเทศไทย แต่ห็ส่งผลให้พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศมีฝนตกต่อเนื่องเกือบตลอดเดือน จ.สกลนครวิกฤติหนักจนถึงขั้นปิดสนามบินและโรงแรมทั้งหมด

กันยายน 2560

ไต้ฝุ่นทกซูรี (Doksuri) มาตามนัด แม้จะกำลังอ่อนกลายเป็นพายุดีเปรสชันเมื่อเคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทย แต่ก็ส่งผลให้ฝนตกหนักใน 49 จังหวัด ซ้ำเติมพื้นที่ที่เกิดอุทกภัยก่อนหน้านี้ ขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เขื่อนอุบลรัตน์ ต้องเร่งอัตราระบายน้ำเพิ่มต่อเนื่อง

ตุลาคม 2560

ฝนยังคงตกต่อเนื่องหลายพื้นที่ กรุงเทพกลายเป็นเมืองบาดาลในวันที่ 14 ต.ค. การจราจรติดขัด ขยะลอยเหนือพื้นถนน น้ำป่าไหลหลากในภาคเหนือ น้ำท่วมซ้ำอีสานอีกระลอก พื้นที่การเกษตรลุ่มน้ำชีสาหัสทั้งใน มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ขณะที่ราคาข้าวถีบตัวสูงขึ้นแตะเกวียนละ 14,000 บาท

เกิดสภาวะปั่นป่วนจากน้ำท่วมตลอดทั้งปี ครอบคลุมพื้นที่เกือบทั้งหมดของประเทศ อนาคตยังเต็มไปด้วยความเสี่ยง

อ้างอิง:
รายงานการสังเคราะห์และประมวลสถานภาพองค์ความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทย ครั้งที่ 2 (TARC 2); การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (หน้า 98) การเปลี่ยนแปลงพายุหมุนเขตร้อน (หน้า 34-35)

คลังข้อมูลน้ำและภูมิอากาศแห่งชาติ; บันทึกเหตุการณ์น้ำท่วม ซึ่งปรากฎบนลิงค์ http://www.thaiwater.net/web/index.php/flood-history.html

- Advertisement -