อนุสัญญาลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เจตจำนงคุมอุณหภูมิโลกไม่เกิน 2 องศา

ภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แบ่งระยะเวลาหรือการวางเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของแต่ละประเทศออกเป็น 3 ช่วง ช่วงแรกระหว่างปี 2008-2012 ซึ่งกำหนดเป้าหมายสำหรับกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วและประเทศในยุโรปตะวันออก ซึ่งเป็นไปตามเงื่อนไขพิธีสารเกียวโต

ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาทั้งหมดรวมทั้งประเทศไทยจะอยู่นอกกลุ่มนี้คือไม่มีเป้าหมายในการลดก๊าซ แต่ถ้าจะมีส่วนร่วมก็จะเป็นไปโดยความสมัครใจ

ช่วงที่สองคือตั้งแต่ปี 2013-2020 หรือช่วงปัจจุบัน หลักการใหญ่คือให้ประเทศกำลังพัฒนาร่วมเสนอเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเรียกกันว่า “เจตจำนงการดำเนินงานการลดก๊าซเรือนกระจกที่เหมาะสมของประเทศ หรือชื่อย่อภาษาอังกฤษคือ NAMAs” ซึ่งไทยก็ได้ดำเนินการจัดส่งข้อเสนอ NAMAs ไปแล้ว โดยตั้งเป้าหมายจะลดก๊าซเรือนกระจกลงร้อยละ 7-20 ต่ำกว่ากรณีภาคธุรกิจปกติเฉพาะในภาคพลังงานและขนส่งภายในปี 2020

ช่วงที่สาม คือหลังจากปี 2020 เป็นข้อตกลงใหม่ที่เพิ่งตกลงกันเมื่อช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งจะเป็นตัวผลักดันกระบวนการลดก๊าซเรือนกระจกของประชาคมโลกในอนาคต ภายใต้ข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) โดยแต่ละประเทศจะจัดทำข้อเสนอหรือร่างเจตจำนงการมีส่วนร่วมลดก๊าซเรือนกระจกลงมากน้อยแค่ไหน จะตั้งเป้าหมายการลดเพียงใด สูงหรือต่ำ ตามความเหมาะสมของประเทศตัวเอง ซึ่งอยู่ภายใต้ข้อเสนอ NDC โดยที่ไทยกำหนดเป้าหมายจะลดก๊าซเรือนกระจกลงร้อยละ 20-25 จากกรณีธุรกิจปกติภายในปี 2030

อย่างไรก็ตาม จุดสำคัญของความตกลงปารีสก็คือ ไม่สามารถการันตีได้ว่าสุดท้ายแล้ว เป้าหมายที่แต่ละประเทศเสนอนั้นจะสามาถลดก๊าซเรือนกระจกเพียงพอจะให้โลกสามารถอยู่ในสภาพที่หลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เป็นอันตรายได้จริงหรือไม่ หรือจะเป็นไปตามเป้าหมายหลักของกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้หรือไม่

อย่างไรก็ดี มีความคาดหวังอยู่ตรงที่ว่าภายใต้เจตจำนงนี้ได้มีข้อกำหนดให้แต่ละประเทศสามารถส่งข้อเสนอเจตจำนงอันใหม่ในทุกๆ 5 ปี และข้อเสนอนั้นๆ จะต้องเข้มข้นไม่น้อยไปกว่าเดิม นั่นเท่ากับเปิดโอกาสให้แต่ละประเทศสามารถเพิ่มเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกให้มีความเข้มข้นสูงขึ้นเรื่อยๆ ได้

ถึงกระนั้น หากประเทศใดไม่สามารถทำได้ตามเป้าหมายที่เสนอก็ไม่มีการลลงโทษอย่างเป็นทางการ นั่นก็หมายความว่าเป้าหมายควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของพื้นผิวโลกให้อยู่ในระดับที่ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียสก็ยังไม่มีความแน่นอนอยู่ดี

ผศ.ดร.ชโลทร แก่นสันติสุขมงคล จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่า บางประเทศได้พูดถึงเป้าหมายในลักษณะ peaking emission หรือคำสัญญาว่าจะบรรลุจุดสูงสุดของการลดการปล่อยก๊าซภายในปีเท่านั้นเท่านี้ เช่น จีน สิงคโปร์ เสนอว่ามีเป้าหมายจะ peak emission ภายในปี 2030 หรือมุ่งมั่นที่จะต้องไปจนถึงจุดที่ลดต่ำลงกว่าเดิม ซึ่งถ้าจะรักษาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นอันตรายจริงๆ ต้อง peak emission ในทันที เร็วที่สุดที่เป็นไปได้ภายในปี 2020

“แต่เรายังไม่เห็นข้อเสนอรูปแบบนั้นในกรณีของประเทศไทย ถ้าเป็นไปได้ผมอยากให้เราพิจารณาความเป็นไปได้ต่างๆ เหล่านั้นด้วยว่าเราจะสามารถ peak emission ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในปีเท่าไร”

นอกจากนี้แล้ว อาจารย์ชโลทร สะท้อนมุมมองทิศทางการปฏิวัติอุตสาหกรรมว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นในภาคพลังงาน ในอนาคตที่มีพลังงานหมุนเวียนราคาต่ำมาแทนที่ ซึ่งน่าจะส่งผลดีต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว มากกว่าการใช้พลังงานฟอสซิลที่มีต้นทุนผลกระทบการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งการเปลี่ยนไปใช้โซลาร์เซลล์แทนการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงถ่านหิน นอกจากลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแล้ว ยังลดปริมาณของมลภาวะที่ปล่อยจากกระบวนการใช้เชื้อเพลิงถ่านหิน หรือเชื้อเพลิงฟอสซิลอื่นๆ ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับประเทศ ต่อชุมชนรอบข้างโรงไฟฟ้าอีกด้วย

- Advertisement -