‘คิงส์เกต’ ร้องอนุญาโตตุลาการเอาผิด รบ.ไทย สั่งปิดเหมืองโดยมิชอบ – ละเมิดข้อตกลงค้าเสรี

‘คิงส์เกต’ ร้องอนุญาโตตุลาการเอาผิด รบ.ไทย สั่งปิดเหมืองโดยมิชอบ – ละเมิดข้อตกลงค้าเสรี

“คิงส์เกต” ตั้งทีมทนายเดินหน้ากระบวนการอนุญาโตตุลาการ เอาผิดไทยใช้ ม.44 สั่งปิดเหมืองทองคำไม่เป็นธรรม ขณะที่รัฐบาลประชุมรับมือแล้ว

คณะกรรมการบริหารบริษัท คิงส์เกต คอนโซลิเดดเต็ด จำกัด ผู้ประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคำชาตรี จ.พิจิตร ภายใต้การดำเนินงานของ บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ประกาศการเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศกับประเทศไทย กรณีการละเมิดข้อตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA) เมื่อวันที่ 2 พ.ย.2560

คำประกาศดังกล่าว สืบเนื่องจากหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อาศัยอำนาจตามมาตรา 44 ออกคำสั่งที่ 72/2559 เมื่อวันที่ 13 ธ.ค.2559 ให้ระงับการอนุญาตและการทำเหมืองแร่ทองคำทั้งหมดในประเทศไทยเป็นการชั่วคราว รวมทั้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำหนดและจัดให้มีมาตรการเยียวยาแก้ไขผลกระทบด้านต่างๆ

ทั้งนี้ บริษัทคิงส์เกตฯ ระบุว่า แม้จะใช้ความพยายามอย่างเต็มที่แล้ว แต่บริษัทฯ ไม่สามารถเรียกร้องความเป็นธรรมต่อคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายได้ ดังนั้นบริษัทฯ จะเริ่มเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการกับราชอาณาจักรไทย เพื่อเรียกร้องให้มีการชดเชยค่าเสียหายจำนวนมากที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันอันเนื่องมาจากมาตรการของรัฐบาลไทย

“เราได้ทำการว่าจ้างคลิฟฟอร์ด ชานซ์ บริษัทที่ปรึกษาด้านกฎหมายระดับโลก เป็นตัวแทนดำเนินการดังกล่าว โดยมี ดร.แอนดรูว์ เบลล์ เอส.ซี. ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาอาวุโส” ตอนหนึ่งในแถลงการณ์บริษัทคิงส์เกตฯ ระบุ

ด้าน นายพสุ โลหารชุน ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) กล่าวว่า ได้หารือกับฝ่ายกฎหมายเกี่ยวกับแนวทางการดำเนินงานแล้ว และอาจมีการประเมินผลกระทบไว้ล่วงหน้าด้วย หลังจากนั้นจะเสนอเรื่องให้ นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม เห็นชอบ ก่อนนำเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 7 พ.ย.2560 โดยรัฐบาลจะจัดตั้งคณะกรรมการดำเนินการระงับข้อพิพาท ระหว่างราชอาณาจักรไทยกับบริษัทคิงส์เกตฯ

สำหรับคณะกรรมการดังกล่าว มีปลัด อก.เป็นหัวหน้าคณะและมีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมเป็นกรรมการ เช่น กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงยุติธรรม สำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อเจรจาและหาข้อยุติอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน โดยจะพิจารณาหาผู้แทนเจรจาที่จะเข้ากระบวนการอนุญาโตตุลาการภายใน 1 สัปดาห์ ส่วนขั้นตอนการเจรจาอนุญาโตตุลาการบางกรณีอาจใช้เวลาถึง 1-2 ปี

นายไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวว่า กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (ก.พ.ร.) คงต้องเตรียมตัวสู้อย่างเต็มที่ ซึ่งนอกจากเรื่องของผลกระทบต่างๆ แล้ว ยังมีประเด็นอื่นๆ ที่เป็นข้อมูลสำคัญ เช่น กรณีที่ออสเตรเลียทำหนังสือให้ไทยตรวจสอบการโอนเงินเพื่อเอื้อต่อการอนุมัติโครงการ หรือกรณีที่ชาวบ้านเคยไปยื่นฟ้องว่าบริษัทบุกรุกพื้นที่สาธารณะต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ซึ่งต้องติดตามว่าประเด็นเหล่านี้จะถูกนำออกมาใช้สู้มากเพียงใด

สำหรับประเด็นรัฐบาลไทยมีอำนาจสั่งปิดเหมืองได้หรือไม่นั้น ต้องดูว่าการตัดสินใจครั้งนี้เป็นอำนาจอธิปไตยหรือไม่ ถ้าหากเป็นก็ต้องดูต่อว่าใช้เหตุผลอะไรตัดสินใจ ซึ่งขณะนั้นคือต้องการยุติความแตกแยกในชุมชนและผลกระทบทางสังคม และสิ่งที่เกิดขึ้นคือมีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาโดยทางบริษัทก็ได้เข้ามามีส่วนร่วมและได้ร่วมท้วงติงมาตลอด แต่ผลการศึกษาต่างๆ ไม่เคยนำออกมาเปิดเผย อีกประเด็นที่ยังไม่ค่อยมีการพูดถึงคือเรื่องการฟื้นฟู แม้ขณะนี้คำสั่งจะผ่านมาแล้วกว่า 10 เดือน แต่ยังไม่มีการฟื้นฟู

น.ส.อาภา หวังเกียรติ ผู้ช่วยคณบดีวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า เคยมีการชี้ชัดเรื่องผลกระทบจากเหมืองไปแล้วเพียงแต่ยังไม่ยอมรับกัน อย่างไรก็ตามขณะนี้เป็นเรื่องของคณะกรรมการชุดใหญ่ที่ยังไม่มีข้อสรุปเพราะยังมีความคิดเห็นที่ไม่สอดรับกัน ส่วนเหมืองจะประกอบการต่อไปได้หรือไม่นั้นเกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ.แร่ ฉบับใหม่ ด้วย