แม้ว่าประธานธิบดี โดนัลล์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา จะประกาศนโยบายส่งเสริมให้มีการทำเหมืองถ่านหินในหลายมลรัฐ แต่ดูเหมือนว่าบริษัทผู้ผลิตถ่านหินหลายแห่งในสหรัฐเองยังคงเผชิญกับความยากลำบากในการเอาตัวรอดทางธุรกิจ โดยในช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา อาร์มสตรอง เอนเนอยี่ บริษัทเหมืองแร่ถ่านหินในรัฐเคนตักกี้ เพิ่งจะประกาศล้มละลายไป

ข้อมูลจากสถาบันเศรษฐศาสตร์พลังงานและการวิเคราะห์ทางการเงิน (Institute for Energy Economics and Financial Analysis) ระบุว่า อาร์มสตรอง เอนเนอยี่ นับเป็นบริษัทผู้ผลิตถ่านหินแห่งแรกที่ต้องประสบกับภาวะล้มละลายในยุคของทรัมป์ และเชื่อว่ายังมีบริษัทผู้ผลิตถ่านหินอีกจำนวนมากที่ตกอยู่ในภาวะใกล้เคียงกับอาร์มสตรอง เอนเนอยี่ โดยสาเหตุหลักที่ทำให้บริษัทเหล่านี้มีสถานะทางการเงินย่ำแย่ คาดว่าเกิดจากต้นทุนราคาของก๊าซธรรมชาติและพลังงานทางเลือกอื่นๆ ที่ถูกลง เช่น พลังงานแสงอาทิตย์

ทางด้านอาร์มสตรอง เอนเนอยี่ ปฏิเสธที่จะเปิดเผยข้อมูลตัวเลขการจ้างงานของบริษัท โดยเปิดเผยเพียงสั้นๆ ว่า อาจจะต้องปลดพนักงานจำนวนราว 110 คน และบริษัทมีแผนจะถ่ายโอนสินทรัพย์ไปอยู่กับบริษัท ไนท์ ฮอร์ก เจ้าของกิจการใหม่ในรัฐอิลินอย

การประกาศล้มละลายของอาร์มสตรอง เอนเนอยี่ เกิดขึ้นหลังจากที่ทรัมป์ได้ทวิตข้อความ “EndingWarOnCoal.” หรือ “ยุติสงครามถ่านหิน” ได้เพียงวันเดียว โดยก่อนหน้านี้ทรัมป์ได้พยายามอย่างหนักที่จะเพิ่มปริมาณส่งออกถ่านหินที่ผลิตในสหรัฐมายังภูมิภาคเอเชีย

ทั้งนี้ มีบริษัทถ่านหินหลายแห่งที่ออกมาชื่นชมทรัมป์ ในการปรับเปลี่ยนข้อบังคับทางสิ่งแวดล้อมให้เอื้อต่อการผลิตถ่านหินมากขึ้น รวมถึงการที่สหรัฐถอนตัวจากข้อตกลงปารีส อย่างไรก็ดี ยังคงมีหลายบริษัทที่ระบุว่า มาตรการของทรัมป์นั้นไม่มีความยั่งยืน เพราะปัญหาใหญ่ที่สุดของธุรกิจเหมืองถ่านหินในเวลานี้คือ ราคาก๊าซธรรมชาติที่ถูกลง ทำให้ถ่านหินไม่สามารถแข่งขันได้ ซึ่งหากสถานการณ์นี้ไม่คลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น ธุรกิจถ่านหินจะต้องประสบภาวะย่ำแย่ต่อไป

มีการคาดการณ์ว่า อาร์มสตรองจะไม่ใช่บริษัทถ่านหินเพียงแห่งเดียวที่ล้มละลายในยุคของทรัมป์ เนื่องจากเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา บริษัท เมอร์เร่ เอนเนอยี่ ก็ได้ยื่นขอให้รัฐบาลเข้าคุ้มครองกิจการโรงไฟฟ้าถ่านหินจากการล้มละลายเป็นการชั่วคราวเช่นกัน

Bloomberg New Energy Finance ระบุตรงกันว่า ปัญหาหนักอกที่สุดของธุรกิจถ่านหินในเวลานี้คือ ราคาที่ถูกลงของเชื้อเพลิงทางเลือกอื่นๆ โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ที่ขณะนี้มีต้นทุนถูกลงจากช่วงเดียวกันเมื่อปี 2009 ถึง 75 เปอร์เซ็นต์ โดยบลูมเบิร์กเชื่อว่า ธุรกิจถ่านหินจะอยู่ในช่วงขาลงต่อไป ถึงแม้ว่าจำนวนโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดจะไม่เพิ่มขึ้นก็ตาม

ที่มา: CNN Money

- Advertisement -