สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานล่าสุดว่า เหตุระเบิดในโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินอันชาฮาร์ ในรัฐอุตตรประเทศ ทางตอนเหนือของประเทศอินเดีย เมื่อวันที่ 1 พ.ย.ที่ผ่านมา มียอดผู้เสียชีวิตรวมเพิ่มขึ้นเป็น 32 คนแล้ว และมีผู้บาดเจ็บอีกไม่น้อยกว่า 80 คนที่ยังต้องติดตามอาการอย่างใกล้ชิด โดยเหตุการณ์ในครั้งนี้นับเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ในรอบหลายปีของอินเดีย

บริษัท เอ็นทีพีซี ผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่ที่สุดในอินเดีย ซึ่งเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้าดังกล่าว ได้ออกแถลงการณ์ล่าสุดว่า ขณะนี้บริษัทได้สั่งปิดบริเวณหน่วยที่ 6 ของโรงไฟฟ้า ซึ่งเป็นจุดที่มีแก๊สและไอน้ำจะรั่วออกมาจำนวนมาก เพื่อทำการตรวจสอบสาเหตุแล้ว ขณะที่พื้นที่อื่นๆ ของโรงไฟฟ้ายังเปิดให้ดำเนินการต่อตามปกติ

เอ. เค. บัลล่าร์ หัวหน้าทีมตรวจสอบอุบัติเหตุในครั้งนี้ได้ให้สัมภาษณ์ว่า ขณะนี้ทีมตรวจสอบได้เรียกเจ้าหน้าที่จากบริษัท บารัช เฮฟวี อิเล็กติคอล ซึ่งเป็นผู้ผลิตหม้อต้มที่ใช้ในโรงไฟฟ้ามาร่วมตรวจสอบหาจุดบกพร่องแล้ว

“หลายวันที่ผ่านมา เรายุ่งอยู่กับภารกิจกู้ชีพเป็นหลัก แต่นับจากวันนี้ไปเราจะเริ่มค้นหาสาเหตุของอุบัติเหตุในครั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยขึ้นอีก” บัลล่าร์ กล่าว

ข้อมูลจากบลูมเบิร์ก ระบุว่า จำนวนยอดผู้เสียชีวิตของเหตุการณ์ในครั้งนี้นับว่ามีตัวเลขที่สูงติดอันดับต้นๆ ของอุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องกับโรงไฟฟ้าในโลกเลยทีเดียว เมื่อเทียบกับเหตุการณ์โรงไฟฟ้าพลังงานน้ำระเบิดในไซบีเรีย เมื่อปี 2009 ที่มีผู้เสียชีวิต 75 คน และเหตุระเบิดในโรงไฟฟ้าที่จีนเมื่อเร็วๆ นี้ที่มีผู้เสียชีวิตนับสิบรายเช่นกัน

เหตุการณ์ในครั้งนี้ยังทำให้สังคมอินเดียเริ่มกลับมาให้ความสำคัญเกี่ยวกับนโยบายของ นาเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีของอินเดีย ที่ต้องการให้ประเทศลดปริมาณการพึ่งพาถ่านหินในการผลิตกระแสไฟฟ้า

สำหรับโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินอันชาฮาร์ ปัจจุบันมีกำลังการผลิตไฟฟ้าราว 1,550 เมกะวัตต์ ขณะที่โรงไฟฟ้าถ่านหินในเครือบริษัท เอ็นทีพีซี ทั้งหมดมีกำลังการผลิตไฟฟ้าอยู่ที่ 51.7 กิกะวัตต์ คิดเป็นเกือบ 16 เปอร์เซ็นต์ของความต้องการใช้ไฟฟ้าโดยรวมของอินเดีย

ราวี กริชนันท์ ที่ปรึกษาด้านธุรกิจพลังงานในอินเดีย ระบุว่า ที่ผ่านมามาตรฐานความปลอดภัยในโรงไฟฟ้าของอินเดียอยู่ในระดับสูงและดีมาโดยตลอด เห็นได้จากสถิติอุบัติเหตุในโรงไฟฟ้าที่ค่อนข้างต่ำ โดยเขาเชื่อว่าเหตุการณ์ในครั้งนี้เป็นความผิดพลาดที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยครั้งและน่าจะนำไปสู่การยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของโรงงานไฟฟ้าในอินเดียให้ดียิ่งขึ้น

ที่มา: Bloomberg

- Advertisement -