พระท่านเคยเล่าว่า “การทอดกฐิน” ถือเป็นกุศลผลบุญที่ใหญ่หลวง ผู้ถวายจะปรารถนาความสำเร็จใดๆ ในภพชาติใหม่จะสำเร็จได้ดังมโนรถความปรารถนา หรือถ้าจะปรารถนาพุทธภูมิก็ดี ปัจเจกภูมิก็ดี สาวกภูมิก็ดี สาวิกาภูมิก็ดี เมื่อมีวาสนาบารมีแก่กล้าแล้วก็จะได้สำเร็จดังมโนปณิธาน หรือความปรารถนาที่ตั้งไว้

ตามพระวินัยกำหนดให้มีการจัดประเพณีทอดกฐินขึ้นภายใน 1 เดือน นับจากวันออกพรรษาถึงวันลอยกระทง หรือตั้งแต่แรม 1 ค่ำ เดือน 11 ถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 โดยวัดที่จะสามารถรับกฐินได้ต้องมีพระภิกษุจำพรรษาโดยไม่ขาดพรรษาตั้งแต่ 5 รูปขึ้นไป และแต่ละวัดสามารถรับกฐินได้เพียงปีละ 1 ครั้งเท่านั้น

ตั้งแต่จำความได้ ช่วงเวลาทอดกฐินมักตรงกับช่วงเวลาปิดภาคเรียนเสมอ เวลาบ่ายของวัน บ้างก็ช่วงสาย ย่าจะไปร่วมประเพณีงานบุญตามวัดต่างๆ แล้วแต่กำหนดการวัดนั้นๆ ด้วยความเป็นเด็กจึงชอบที่จะติดตามไปด้วยทุกครั้ง ถึงแม้ไม่รู้ความหมายของประเพณีที่ลึกซึ้งเท่าไรนัก อย่างน้อยคงดีกว่าอยู่บ้าน ถือโอกาสได้ออกไปดูโน่นดูนี่ เที่ยวเล่นไปพบเพื่อนใหม่

กระทั่งอายุมากขึ้นยังคงไปร่วมพิธีทอดกฐินเสมอ ถึงแม้จำนวนวัดในแต่ละปีอาจจะไม่มากมายเท่าสมัยเด็ก ด้วยหน้าที่ต้องรับผิดชอบเพิ่มขึ้น ปีนี้ต้องอยู่ห่างไกลบ้าน ย่างเข้าเมืองหลวงด้วยเวลาอันสั้น มิหนำซ้ำยังไม่รู้จักวัดวา คงเป็นปีแรกที่ไม่ได้พาตัวเองไปทำบุญที่บ้านเกิดเหมือนที่ผ่านมา กระทั่งล่วงเลยมาถึง 3 วันสุดท้ายก่อนประเพณีแห่งปีจะหมดไป จึงมีโอกาสได้รับการเชิญชวนให้ไปร่วมงานทอดกฐินจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.)

—– ทอดกฐินทางน้ำ 82 ปี ประเพณี มธ. —–

การทอดกฐินครั้งนี้ต่างจากเดิม แต่ยังคงประเพณีตามประวัติศาสตร์คล้ายคลึงสมัยสุโขทัย ทั้งแตกต่างกับการร่วมทอดกฐินที่ผ่านมา เนื่องจากครั้งนี้เป็นผ้าพระกฐินพระราชทาน นับเป็นปีแรกในรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร

มธ.ดำเนินการขอรับผ้าพระกฐินพระราชทาน และนำไปทอดถวายพระสงฆ์ที่จำพรรษาตามอารามหลวงต่างๆ มาแล้ว 82 ปี สำหรับในปี พ.ศ. 2560 ได้เลือกวัดจันทร์กะพ้อ ต.บางเตย อ.สามโคก จ.ปทุมธานี ซึ่งในหลวง ร.9 พระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ ในปี พ.ศ. 2534

วัดจันทร์กะพ้อ เป็นวัดรามัญโบราณ อายุราว 200 ปี ตั้งอยู่ที่ราบลุ่มฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา ก่อสร้างในปี พ.ศ. 2358 โดยความร่วมมือของชาวรามัญที่ย้ายถิ่นฐานมาตั้งรกราก ณ เมืองสามโคก สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เดิมใช้ชื่อวัดว่า “เภี่ยโกว๊ะ”

ด้วยบริบททางสังคม ประกอบกับสถานที่ตั้งของมหาวิทยาลัยและวัด นำไปสู่การถวายผ้าพระกฐินพระราชทานในปีนี้ที่ถือได้ว่าพิเศษกว่าทุกปี ด้วยการล่องเรือตามแม่น้ำเจ้าพระยาจาก มธ.ท่าพระจันทร์ ขึ้นไปยังวัดจันทร์กะพ้อ

สมคิด เลิศไพรฑูรย์ อธิการบดี มธ. เล่าว่า การทอดกฐินครั้งนี้เพื่อสืบสานประเพณีไทยอันดีงาม ซึ่งได้รับความร่วมมือและช่วยเหลืออย่างดียิ่งจากทุกภาคส่วน ทำให้งานสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี โดยถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 และในหลวงองค์ปัจจุบัน ครบถ้วนสมความตั้งใจทุกประการ

—– บันทึกจากท่าน้ำธรรมศาสตร์ถึงวัดจันทร์กะพ้อ —–

07.00 น. ท่าเรือธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เช้าตรู่ของวันที่ 1 พ.ย. 2560 ผู้คนนับร้อย ทั้งชาวธรรมศาสตร์ ประชาชน สื่อมวลชน ก้าวเท้าลงเรือด่วนเจ้าพระยาแบบเหมาลำ พร้อมผ้าพระกฐินพระราชทาน นำขบวนโดยเรือตำรวจน้ำ เพื่อเดินทางไปสมทบกับชาวบ้านบางพูด และชาวธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ณ วัดบางเตยนอก

ระยะทางกว่า 50 กม. เรือโดยสารพร้อมกับเรือผ้าพระกฐินพระราชทานแล่นทวนน้ำปริมาณสูงจนล้นตลิ่ง ตลอดเส้นทางเต็มไปด้วยวัดวาและบ้านเรือนประชาชน มีตั้งแต่รูปทรงเก่าแก่ ไปจนกระทั่งคฤหาสน์หรู ร้านอาหาร โรงงานอุตสาหกรรม โรงไฟฟ้า เรือพาณิชย์-ท่องเที่ยว ตลอดจนผักตบชวาที่ลอยมาให้เห็นประปราย

ผู้คนในประเทศนี้รู้ดีว่า แม่น้ำเจ้าพระยาเป็นแม่น้ำสายหลักของประเทศ กินพื้นที่ 20,125 ตร.กม. ยาว 372 กม. เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ของภาคกลางทั้งในด้านการเดินทางและวิถีชีวิต ทั้งใช้เป็นเส้นทางคมนาคม สัญจร ทัศนาจร ท่องเที่ยว เส้นทางขนส่งสินค้า การเล่นกีฬาทางน้ำ อาบน้ำ ชำระล้างภาชนะ เป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจ ทำการเกษตร ประมง เลี้ยงสัตว์ รวมถึงใช้ประโยชน์ในภาคอุตสาหกรรม ผลิตไฟฟ้า และการระบายน้ำ

กรีนพีซ องค์การสาธารณประโยชน์นานาชาติดำเนินกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมและสันติภาพ เผยรายงานการตรวจสอบสารเคมีอันตรายในน้ำทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรมฟอกย้อมและการปนเปื้อนของสารเคมีในคลองบริเวณใกล้เคียง ซึ่งเชื่อมต่อกับแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง เมื่อปี พ.ศ.2553 พบว่า มีโลหะหนักและสารเคมีอันตรายที่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อมและมนุษย์ ปนเปื้อนอยู่ในน้ำทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรม รวมถึงในน้ำและตะกอนดินในคลองที่เชื่อมต่อกับแม่น้ำเจ้าพระยา โดยสารเคมีบางชนิดที่พบนั้นมีปริมาณสูงกว่ามาตรฐานน้ำผิวดินในประเทศไทย

นอกจากนี้ยังพบสารเคมีที่ยังไม่ถูกบรรจุอยู่ในมาตรฐานของประเทศไทยอีกด้วย ซึ่งสารเคมีเหล่านั้นมีคุณสมบัติรบกวนการทำงานของฮอร์โมนในสิ่งมีชีวิต และเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์

ขณะที่ทุกคนรู้ว่า แม่น้ำสำคัญแค่ไหน แต่แม่น้ำก็ยังถูกทำร้ายอย่างเงียบเชียบ

—– กฐินธรรม แฝงกลยุทธ์รักษ์แม่น้ำ —–

ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและความยั่งยืน มธ. ประธานคณะกรรมการจัดเตรียมพิธีถวายพระกฐินพระราชทาน เล่าว่า การทอดกฐินพระราชทานทางน้ำครั้งนี้เป็นนิมิตหมายของการเริ่มต้นที่ดีที่ทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมและเห็นพ้องในวัตถุประสงค์เดียวกัน โดยมีเสียงตอบรับล้นหลามและอยากจะให้จัดขึ้นต่อเนื่องในปีต่อๆ ไป เพราะการทอดกฐินทางน้ำเป็นวัฒนธรรมดั้งเดิมที่หาดูได้ยาก

“เราใช้แม่น้ำเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราตลอดมา ภายหลังเริ่มมีความสะดวกสบายเข้ามาแทนที่ จนอาจจะทำให้หลงลืมรากเหง้าไป หวังว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ไม่ใช่เพียงแค่ทำให้เกิดความตื่นตัวในหมู่คนธรรมศาสตร์ หรือชาวบ้านที่มาร่วมงานในวันนี้ แต่หวังว่างานนี้จะเป็นกิจกรรมตัวอย่างให้เกิดกิจกรรมทางน้ำ เพื่อการฟื้นฟูชีวิต แม่น้ำ ลำคลอง ซึ่งเน่าเสียจากการปล่อยของเสียให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง” ปริญญา กล่าว

ปริญญา ทิ้งท้ายด้วยว่า หวังว่าจากนี้ไปทุกคนจะเลิกทิ้งขยะของเสียลงแม่น้ำ การใช้โอกาสและกิจกรรมทางน้ำมาฟื้นฟูแม่น้ำซึ่งเป็นชีวิตของเรา เป็นการฟื้นฟูวัฒนธรรม ประเพณี และธรรมชาติ ชุมชนที่อยู่ริมน้ำมีจุดแข็งคือ แม่น้ำ ลำคลอง ชุมชนที่อยู่บนเขามีจุดแข็งคือภูเขา ทุกที่ต่างมีจุดแข็งเป็นของตัวเอง แม่น้ำคือชีวิตเรา เราต้องหยุดทิ้งขยะ ของเสีย และวันนี้คือการเริ่มต้น หากเราช่วยกันทั้งประเทศแม่น้ำจะสะอาดขึ้นมาทุกแห่ง

หากเปรียบสายน้ำคือชีวิต คงไม่มีมนุษย์ใดบนโลกอยากทำลายชีวิตของตัวเอง ใช่หรือไม่?

- Advertisement -