ผลวิจัยล่าสุดจาก องค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (International Union for Conservation of Nature and Natural Resources : IUCN) เรื่อง Primary Microplastics in the Oceans : a Global Evaluation of Sources เปิดเผยข้อเท็จจริงสวนทางกับความเชื่อดั่งเดิม

ปัญหา “ไมโครพลาสติก” ในทะเลและแม่น้ำส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากพลาสติกชิ้นเล็กๆ ที่แตกหักจากการย่อยสลายไม่สมบูรณ์ หากแต่คือเม็ดพลาสติกจิ๋ว “ที่ถูกผลิตให้เล็กตั้งแต่ต้น” และซ่อนตัวอยู่ในสินค้าประเภทอุตสาหกรรมครัวเรือนที่เรียกว่า primary microplastics

มากไปกว่านั้นก็คือจนถึงขณะนี้ยังไม่มีทางออกสำหรับการจัดเก็บไมโครพลาสติก ไม่ว่าจะเป็นประเภทที่เกิดจากการย่อยสลาย หรือประเภทที่จงใจผลิตขึ้น

“ไมโครพลาสติก” คือเม็ดพลาสติกขนาดจิ๋วเส้นผ่านศูนย์กลางน้อยกว่า 5 มิลลิเมตร แบ่งได้ 2 ประเภท ได้แก่ 1.secondary microplastics คือพลาสติกจิ๋วที่เป็นปัญหาจากการจัดการขยะไม่ถูกวิธี แตกหักพังทลายหรือย่อยสลายจากพลาสติกชนิดใหญ่ๆ ที่เราบริโภคทุกวัน เช่น จากถุงพลาสติก หลอดพลาสติก บรรจุภัณฑ์พลาสติกต่างๆ ซึ่งย่อยสลายแต่ไม่สมบูรณ์ ทำให้ไหลลอยจากต้นทางไปอยู่ในแม่น้ำและทะเล เมื่อแตกสลายเป็นพลาสติกจิ๋วก็มักถูกสัตว์เล็กและใหญ่กินเป็นอาหาร

2.primary microplastics คือพลาสติกที่ถูกผลิตให้เล็กมาตั้งแต่แรกเพื่อใช้ในครัวเรือนและอุตสาหกรรม เช่น เม็ดพลาสติกในน้ำยาซักผ้า เม็ดบีดส์ เม็ดสครับ ในเครื่องสำอางและยาสีฟัน ซึ่งการจัดการยังเป็นปัญหาอยู่มาก เพราะมันเล็กเสียจนไม่รู้จะตามเก็บด้วยสายตามนุษย์อย่างไร

รายงานจากองค์กร IUCN เปิดเผยว่า ไมโครพลาสติกที่ถูกผลิตมาให้เล็กตั้งแต่ต้น อย่าง primary microplastics คือขยะพลาสติกที่ถูกค้นพบในแม่น้ำและทะเลทั่วโลกมากที่สุดราว 0.8-2.5 ล้านตันต่อปี (ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 1.5 ล้านตันต่อปี) และเป็นตัวการสำคัญในการสร้างสร้างปัญหาเรื่องการจัดการขยะมากกว่าไมโครพลาสติกประเภท secondary microplastics

รายงานดังกล่าว นับเป็นรายงานชิ้นแรกที่เผยข้อค้นพบใหม่นี้

จากการศึกษาในหลายภูมิภาคทั่วโลก ทั้งแอฟริกา ตะวันออกกลาง เอเชียกลาง เอเชียตะวันออก เอเชียตะวันตก โอเชียเนีย อเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ ยุโรป จีน และอินเดีย พบว่า primary microplastics ถูกปล่อยลงทะเลเฉลี่ยทั่วโลก 1.5 ล้านตันต่อปี ส่วนใหญ่เป็นไมโครพลาสติกจากภาคครัวเรือนเป็นหลัก

ที่น่าสนใจก็คือกว่า 98% ของขยะ primary microplastics มาจากกิจกรรมทางบก โดยมีเพียง 2% เท่านั้นที่มาจากกิจกรรมทางทะเล จึงกล่าวได้ว่าขยะพลาสติกเหล่านี้มาจากการกำจัดขยะที่ไม่มีประสิทธิภาพและไม่ถูกวิธีตั้งแต่ต้นทาง

IUCN ระบุเพิ่มเติมว่า ในทวีปอเมริกาเหนือ primary microplastics ถือเป็นขยะพลาสติกหลักที่ก่อมลพิษทางทะเลมากกว่าขยะพลาสติกทั่วไป ส่วนทวีปเอเชีย อุตสาหกรรมสิ่งทอสังเคราะห์คือแหล่งที่มาของขยะ primary microplastics ที่สร้างมลพิษทางทะเลมากที่สุด ทั้งๆ ที่บริษัทแม่ส่วนใหญ่อยู่ในทวีปอเมริกาและยุโรป

รายงานดังกล่าวยังชี้ด้วยว่า ขยะ primary microplastics ในท้องทะเลจะเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมอีกหลายเท่า คาดการณ์ว่าในอนาคตทุกภูมิภาคทั่วโลกจะมีขยะพลาสติกเพิ่มขึ้นเป็น 9.5 ล้านตันต่อปี และมาจาก primary microplastics เป็นหลัก เนื่องจากจำนวนประชากรทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้น ตามมาด้วยคุณภาพชีวิตที่ดี อันหมายถึงการบริโภคสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้นด้วย โดยเฉพาะในทวีปเอเชียและแอฟริกาที่มีสถิติการใช้พลาสติกในชีวิตประจำวันเพิ่มขึ้น ขณะที่แนวทางในการปรับปรุงการกำจัดขยะพลาสติกไม่ได้ถูกพัฒนาให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลตามที่ควรจะเป็น

เพราะขยะไม่ใช่เรื่องของคนผลิตและคนกำจัดเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของเราทุกคน IUCN จึงเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนรวมถึงผู้กำหนดนโยบายในหลายๆ ประเทศหันมาสนใจประเด็นดังกล่าว พร้อมทั้งเสนอว่า หากทุกภาคส่วนทั้งระดับโลก ระดับภูมิภาค หรือเอกชน มองว่าการกำจัดขยะพลาสติกถือเป็นสิ่งสำคัญ และต้องการที่จะกำจัดขยะพลาสติกให้มีประสิทธิภาพ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องร่วมกันกำหนดแนวทางเพื่อการจัดการอย่างครบวงจร ไม่ใช่มุ่งเน้นไปที่ในลักษณะการจัดการของเสียซึ่งเป็นการแก้ไขที่ปลายเหตุ

กล่าวคือ ต้องมีการออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อมร่วมกันตั้งแต่ต้นทางจนไปถึงปลายทาง

“ไมโครพลาสติกอยู่ทุกหนทุกแห่ง ทั้งในทะเลและในระบบห่วงโซ่อาหาร และนั่นเป็นสิ่งที่เราต้องหยุดยั้งมันให้ได้” ฟร็องซัว ซิมาร์ด (François Simard) รองผู้อำนวยการโครงการทางทะเลของ IUCN กล่าว

อ้างอิงข้อมูลจาก
https://portals.iucn.org/library/sites/library/files/documents/2017-002.pdf http://www.bbc.com/news/science-environment-39042655

- Advertisement -