เพนกวินขั้วโลกใต้เผชิญความตายอย่างสลด ขาดอาหารยกฝูง – 4 หมื่นชีวิต รอดแค่ 2

 

เมื่อวันที่ 13 ตุลาคมที่ผ่านมา สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เพนกวินอาเดลี (Adélie penguin) ในทวีปแอนตาร์กติกากว่า 40,000 ตัว ต้องเผชิญความตายเพราะขาดแคลนอาหารอย่างหนัก โดยมีเพนกวินอาเดลีเพียง 2 ตัวเท่านั้นที่เหลือรอดจากมหันตภัยดังกล่าว นำไปสู่การประชุมใหญ่ของผู้นำ 24 ประเทศ เพื่อหารือมาตรการป้องกันและกำหนดเขตคุ้มครองพิเศษในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน

รายงานจากทีมสำรวจชาวฝรั่งเศสเปิดเผยว่า จากการติดตามเพนกวินในอาณาจักรอาเดลีกว่า 18,000 คู่ ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงผสมพันธุ์และฟักไข่มาตั้งแต่ต้นปี พบว่า ฝูงเพนกวินทั้งหมดต้องตายไปเพราะขาดอาหาร อันเนื่องจากผิวน้ำแข็งทะเล (sea ice) ที่เพิ่มปริมาณ จนต้องทิ้งไข่ที่อยู่ในช่วงฟูมฟักอยู่บริเวณเกาะเป็นจำนวนมาก มีเพียงเพนกวิน 2 ตัวที่รอดชีวิต

นี่ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งแรก เพราะจากรายงานของทีมสำรวจชาวฝรั่งเศสนำโดย Yan Ropert-Coudert เมื่อปี 2013 รายงานการตายของประชากรชาวเพนกวินทั้งอาณาจักรเช่นเดียวกันนี้ เนื่องจากเหตุผลเรื่องการขยายตัวของผิวน้ำแข็งทะเล และอุบัติการณ์จากฝนที่ไม่เคยตกมาก่อนในอาร์กติก (unprecedented rainy episode) ซึ่งนอกจากจะทำให้เพนกวินต้องเดินทางเพื่ออาหารไกลกว่าเดิมราว 100 กิโลเมตรแล้ว ฝนที่ตกลงมายังทำให้ตัวเพนกวินซึ่งไม่มีสารกันน้ำ ทั้งเปียก หนาว และไร้หนทางที่จะทำให้ตัวเองอบอุ่นได้เลย

ผลพวงจากการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศโลก ทำให้ฝูงเพนกวินอาเดลีต้องเดินทางหาอาหารไกลออกไปจากเดิม เช่นเดียวกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 2013 โดยสาเหตุที่แท้จริงอาจถอยกลับไปยังเหตุการณ์ที่ใกล้ที่สุดคือราวปี 2010 เมื่อธารน้ำแข็งเมิร์ตซ์ (Mertz Glacier) ละลาย ทำให้เสี้ยวธารน้ำแข็งขนาดใหญ่เท่าประเทศลักเซมเบิร์ก (ยาว 80 กิโลเมตร ยาว 40 กิโลเมตร) แตกออก และส่งผลต่อระบบนิเวศที่เชื่อมร้อยกันเป็นวัฏจักรอย่างไม่ต้องสงสัย

“การแตกของธารน้ำแข็งเมิร์ตซ์ในปี 2010 ส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศและระบบนิเวศ ส่วนหนึ่งก็คือฤดูผสมพันธุ์ของสัตว์เหล่านี้ แน่นอนว่ามันต้องใช้เวลาเพื่อปรับตัวในอีกหลายปี ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า การตายทั้งอาณาจักรของเพนกวินนี้ ถือถือเป็นผลลัพธ์ขั้นพื้นฐานจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว” Ropert-Coudert ให้สัมภาษณ์กับ The Guardian

ในรายงานของทีมสำรวจยังอธิบายต่อว่า ผลการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างน้ำแข็งทะเลในทวีปแอนตาร์กติกาและวิกฤติโลกร้อนยังไม่ชัดเจนนัก แต่ข้อค้นพบโดยรวมคือ ผิวน้ำแข็งทะเลบริเวณที่เพนกวินอาเดลีอาศัยอยู่มีจำนวนเพิ่มขึ้น ซึ่งนั่นย่อมเป็นปัญหาต่อการดำรงชีวิตของพวกมันอย่างแน่นอน

ขณะที่รายงานอีกชิ้นเผยแพร่ในปี 2016 ระบุว่า เพนกวินอาเดลีอาจสูญพันธุ์

อย่างไรก็ตาม ข่าวการตายของประชากรเพนกวินส่งผลสะเทือนไปถึงห้องประชุมซึ่งอยู่ห่างออกไปหลายร้อยไมล์ ระหว่างที่สหประชาชาติและคณะทำงานหลายประเทศกำลังร่างสนธิสัญญาปกป้องมหาสมุทร (an ocean treaty) และตั้งหมุดหมายที่จะประกาศใช้จริงอย่างเร็วที่สุดคือภายในปี 2020 ซึ่งพวกเขาหวังว่าจะประสบผลสำเร็จอย่างที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วกับสนธิสัญญา Rose Sea ที่ประกาศเขตคุ้มครองขนาด 1.1 ตารางกิโลเมตร (ประเทศฝรั่งเศสและสเปนรวมกัน) ในทางตอนใต้ของมหาสมุทร (Southern Ocean) โดยประกาศห้ามทำประมงในพื้นที่ดังกล่าวนาน 35 ปี

จอห์น ซูเวน (John Sauven) ผู้อำนวยการบริหารกรีนพีซ เขียนถึงข่าวชิ้นนี้เอาไว้อย่างร้าวรานและเจ็บช้ำว่า แม้มหาสมุทรที่มีความยาวกว่า 230 ล้านตารางกิโลเมตร ซึ่งเคยถูกเปรียบเปรยว่ามนุษย์ตัวเล็กๆ ไม่อาจเปลี่ยนแปลงธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่มั่นคงเช่นนี้ได้ แต่กิจกรรมเพื่อการดำรงอยู่ของมนุษย์ก็กำลังฆ่าธรรมชาติให้ตายลงอย่างช้าๆ และเห็นผลแล้วจากข่าวการตายและการเปลี่ยนแปลงของสัตว์ในหน้าข่าวรายวัน

“หน้าที่หนึ่งของมนุษย์ทุกคนที่อาศัยอยู่บนดาวเคราะห์ดวงนี้ คือการปกป้องที่อยู่อาศัยของเรา แต่ไม่ใช่เพื่อให้เรามีชีวิตรอด แต่เพราะความยั่งยืนของธรรมชาติ ของมหาสมุทร ของโลก คือความยั่งยืนของมนุษย์โลกนับพันนับล้านชีวิตในดาวเคราะห์ดวงนี้ด้วย”

ที่มา: https://www.theguardian.com/environment/2017/oct/12/penguin-catastrophe-leads-to-demands-for-protection-in-east-antarctica

อ้างอิงเพิ่มเติม:
http://ow.ly/Nkvv30fSNJn
http://ow.ly/JTnW30fSNLZ