‘กลียุค’ ผูกขาดเมล็ดพันธุ์ แก้ กม.คุ้มครองพันธุ์พืช เพื่อใคร !!?

“การยอมรับอนุสัญญานี้จะทำให้เกิดความเสียหายต่อประเทศไทย เกิดการผูกขาดของบรรษัทข้ามชาติ” จักรกฤษณ์ ควรพจน์ ผู้อำนวยการวิจัยฝ่ายกฎหมายเศรษฐกิจ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)

“ทำลายกลไกการคุ้มครองพันธุ์พืชตามกฎหมายเดิม ทำลายสิทธิเกษตรกร และสิทธิชุมชน” สมชาย รัตนชื่อสกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

“ส่งผลกระทบต่อนักปรับปรุงพันธุ์รายย่อย ลดทอนประสิทธิภาพการจัดการทรีพยากรชีวภาพ อย่างร้ายแรง สนับสนุนโจรสลัดชีวภาพในทางอ้อม” สุรวิช วรรณไกรโรจน์ ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

นั่นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเสียงคัดค้านจากนักวิชาการที่ส่งผ่านถึงรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และกรมวิชาการเกษตร ซึ่งขณะนี้กำลังเดินหน้าแก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 โดยล่าสุดอยู่ในชั้นการรับฟังความคิดเห็นผ่านทางเว็ปไซต์

คำถามคือ เหตุใดน้ำเสียงของผู้ที่เกี่ยวข้องจึงเป็นไปในทิศทางเดียวกัน คือแสดงความกังวลและไม่เห็นด้วยกับการปรับแก้กฎหมายในครั้งนี้

—– กำเนิด พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช ฉบับแรก —–

ย้อนกลับไปเมื่อ 22 ปีก่อน ช่วงปี 2538 ประเทศไทยได้ลงนามในฐานะประเทศสมาชิกขององค์การการค้าโลก (WTO) ซึ่งมีข้อกำหนดให้ประเทศสมาชิกออกกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช ตามพันธกรณีที่มีในข้อตกลงเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับการค้า (ทริปส์-TRIPs)

หากพิจารณากฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชของหลากหลายประเทศ จะพบว่าเกี่ยวข้องกับกรอบคิด 3 ลักษณะ ได้แก่ 1.ให้การคุ้มครองพันธุ์พืชโดยใช้กฎหมายสิทธิบัตร 2.ให้การคุ้มครองพันธุ์พืชตามแบบของสหภาพเพื่อคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ (ยูพอพ-UPOV) 3.ให้การคุ้มครองพันธุ์พืชตามกฎหมายเฉพาะ (ซุย เจนเนอริส-Sui Generis) และการออกกฎหมายเฉพาะสำหรับประเทศกำลังพัฒนา

ซึ่งส่วนหนึ่งถูกตั้งข้อสังเกตและมีข้อเคลือบแคลงว่ามี “บรรษัทเมล็ดพันธุ์ข้ามชาติ” อยู่เบื้องหลังการดำเนินการ จนนำมาซึ่งการออกกฎเกณฑ์ที่เข้าข่ายเอื้อประโยชน์ให้กับภาคธุรกิจ

สำหรับการคุ้มครองพันธุ์พืชโดยใช้สิทธิบัตรนั้น มีข้อถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ากำหนดให้สิทธิผูกขาดสูงสุดกับบรรษัทข้ามชาติและนักปรับปรุงพันธุ์ แต่กลับไม่ให้การคุ้มครองเกษตรกร เช่น เกษตรกรต้องซื้อพันธุ์ทุกครั้งที่ปลูก ไม่สามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ไปปลูกในฤดูถัดไปได้ ไม่สามารถนำกิ่งพันธุ์ไปขยายต่อแล้วปลูกมากกว่าปริมาณที่ซื้อมาได้

ขณะที่การคุ้มครองพันธุ์พืชตามแบบของสหภาพเพื่อคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ (ยูพอพ-UPOV) มุ่งให้การคุ้มครองเฉพาะพันธุ์พืชใหม่ มี 3 ลักษณะ คือ ต้องเป็นพันธุ์พืชใหม่ มีลักษณะสม่ำเสมอประจำพันธุ์ มีเสถียรภาพในลักษณะสำคัญ

สำหรับ “ประเทศไทย” ในฐานะประเทศสมาชิก WTO ได้นำเอาหลักการของ UPOV ปี 1978 มาเป็นฐานการเขียนกฎหมาย และหยิบยกหลักการและมาตรการต่างๆ มาประกอบ ไม่ว่าจะเป็นการคุ้มครองสิทธิเกษตรกรและชุมชนท้องถิ่นตามข้อตกลงในองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (เอฟเอโอ-FAO) และข้อตกลงในอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (CBD)

จนก่อกำเนิดเป็น พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542 และบังคับใช้สืบเนื่องมาร่วมๆ 18 ปี

—– ความชอบธรรมยกเครื่องกฎหมายฉบับใหม่ ? —–

เป็นระยะเวลาร่วม 18 ปี ที่ พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542 ถูกประกาศใช้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมีการปรับปรุงให้เท่าทันสถานการณ์ และหากฟังจากเหตุผลของ สุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ยิ่งเร้าให้เห็นถึงความจำเป็นอย่างยิ่งยวดในการแก้ไขกฎหมาย

สุวิทย์ บอกว่า  พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืชฉบับเดิมยังมีข้อติดขัดในเรื่องกระบวนการปฏิบัติงานและการบังคับใช้กฎหมาย ขาดสาระสำคัญจนทำให้ไม่สามารถให้ความคุ้มครองสิทธินักปรับปรุงพันธุ์พืชได้อย่างเพียงพอ ไม่สามารถส่งเสริมสนับสนุนให้ชุมชนได้อนุรักษ์พัฒนาและใช้ประโยชน์พันธุ์พืชของชุมชน และยังเป็นอุปสรรคต่อการวิจัยและพัฒนาที่ใช้พันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไปและพันธุ์พืชป่า ส่งผลให้ไม่ส่งเสริมศักยภาพด้านการแข่งขันการลงทุนและการวิจัยและพัฒนาเท่าที่ควร

สอดรับกันอย่างถูกเหลี่ยมกับ สมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ไทย ที่ให้เหตุผลในการเสนอให้มีการแก้ไขกฎหมายว่า คำจำกัดความพันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไปเป็นอุปสรรคต่องานวิจัยและนวัตกรรม ประเทศไทยจึงเป็นประเทศเดียวในโลกที่มีบทบัญญัติที่ก่อให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติ สร้างผลกระทบต่อประเทศไทย และทุกฝ่ายตั้งแต่เกษตรกร นักปรับปรุงพันธุ์ นักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ การค้าการลงทุน รวมไปถึงผลเสียหายที่จะมีต่อความก้าวหน้าทางนวัตกรรมด้านการเกษตรของประเทศไทย

นั่นจึงเป็นที่มาของการแก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช โดยสาระสำคัญของกฎหมายฉบับใหม่ได้ผนึกเอากรอบคิดในการคุ้มครองพันธุ์พืชอย่างเข้มงวดมาใช้ ซึ่งขณะนี้ ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช (ฉบับที่…) พ.ศ. … ถูกแขวนอยู่บนเว็บไซต์ของกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์* เพื่อให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นออนไลน์ไปจนถึงถึงวันที่ 20 พ.ย.2560

—– ผูกขาดเมล็ดพันธุ์ – ฟังความเห็นไม่สมบูรณ์ —–

ในขณะที่กระบวนการปรับแก้กฎหมายกำลังเดินหน้าอย่างเงียบเชียบ มีข้อท้วงติงจาก นพ.มงคล ณ สงขลา อดีต รมว.สาธารณสุข (สธ.) ที่เห็นว่า หาก พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืชฉบับใหม่ มีการปรับแก้ตามทิศทางของ UPOV ปี 1991 เกษตรกรจะสูญเสียสิทธิในการขยายพันธุ์ ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น การแข่งขันทางการตลาดไม่สามารถสู้กับต่างประเทศได้ เกษตรกรมีชีวิตความเป็นอยู่ลำบากยิ่งขึ้น ทั้งยังขาดความมั่นคงทางอาหาร และเกษตรกรรมของประเทศ

นั่นเพราะ ประเทศไทยมีเกษตรกรเป็นประชากรส่วนใหญ่ หากมีการเปิดช่องให้เมล็ดพันธุ์ถูกผูกขาด ไม่มีสิทธิในการขยายพันธุ์พืชตามธรรมชาติ เกษตรกรก็จะต้องซื้อเมล็ดทุกฤดูกาลในราคาที่แพงขึ้น และยังไม่มีความเป็นอิสระในการสงวนเมล็ดพันธุ์ให้กับคนรุ่นหลัง เนื่องจากประเทศยังขาดความรู้ด้านเทคโนโลยีและชีวภาพ

ที่สำคัญก็คือในกระบวนการปรับแก้กฎหมายนั้น การรับฟังความคิดเห็นผ่านทางเว็บไซต์ไม่สามารถทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างเพียงพอ ถือว่าเป็นการรับฟังความคิดเห็นที่ไม่สมบูรณ์ และไม่สามารถยอมรับได้ว่ามีการรับฟังความคิดเห็นอย่างถ้วนหน้าและครอบคลุม

“ผมอยากให้กลับไปสู่ พ.ร.บ.2542 ที่มีอยู่แล้ว” หมอมงคลเชื่อว่านั่นเป็นทางออกที่ดีที่สุดในขณะนี้

ขณะที่ กรรณิการ์ กิจติเวชกุล รองประธานกลุ่มเอฟทีเอวอทช์ ให้ความเห็นว่า หาก พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืชฉบับใหม่ถูกนำมาใช้ส่งผลกระทบอันดับแรกคือการผูกขาดเมล็ดพันธุ์ พืชผลทางการเกษตรมีราคาสูงขึ้น นอกจากประชาชน เกษตรกรได้รับผลกระทบ ยังถือเป็นการทำลายเกษตรกรรมดั้งเดิมของประเทศอีกด้วย

“สมมุติมีการนำ พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืชฉบับใหม่มาใช้จริง ขอให้คำว่า กลียุค” กรรณิการ์ ระบุ

เธอ ยังตั้งข้อสังเกตถึงที่มาที่ไปและนัยสำคัญบางอย่างของร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืชฉบับใหม่ ซึ่งมีส่วนเชื่อมโยงกับการไปเยือนประเทศสหรัฐอเมริกาของ พล.อ.ประยุทธ์ เมื่อช่วงต้นเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา

“ขอสงสัยว่าเป็นผลมาจากการนายกรัฐมนตรีไปเยือนสหรัฐหรือเปล่า สำหรับเรื่องนี้มีการพูดคุยหลายครั้ง และจบไปนานมาก เพราะเห็นว่าการแก้กฎหมายไม่ได้มีประโยชน์ต่อประเทศไทย แต่มีผลต่อนายทุน” กรรณิการ์ ตั้งคำถาม

มหากาพย์ พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช ยังคงดำเนินต่อไปบนถนนสายยาว โดยมีรัฐเป็นผู้ขับเคลื่อน และสองข้างทางมีเกษตรกรเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด

ไม่มีหลักประกันว่า พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช ฉบับใหม่นี้จะไปถึงฝั่งฝันตามความคาดหวังของใครหรือไม่ เพราะในเมื่อเมล็ดพันธุ์คือลมหายใจของเกษตรกร คงไม่มีผู้ใดยินยอมให้ใครหน้าไหนเข้ามาผูกขาดทั้งสิ้น

*การรับฟังความคิดเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช (ฉบับที่…) พ.ศ…. http://www.doa.go.th/main/index.php?option=com_content&view=article&id=106:opinion&catid=105:open