อัตราการจ้างงานในอุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์ของสหรัฐพุ่งขึ้นจากปีก่อน 24.5 เท่า มากกว่าการจ้างงานในธุรกิจอื่นถึง 17 เท่า ผู้ประกอบการเผยเป็นธุรกิจที่ทำง่าย ได้เงินดี ราคาอุปกรณ์การติดตั้งลดลงกว่าแต่ก่อน และอัตราภาษีที่เป็นมิตร นี่เป็นข้อเท็จจริงของตัวเลขการจ้างงาน สวนทางกับอุตสาหกรรมถ่านหินที่ทรัมป์พยายามผลักดันให้กลับมาเฟื่องฟู

แม้ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่าสหรัฐจะถอนตัวจากข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) และต้องการให้อุตสาหกรรมถ่านหินกลับมาอีกครั้ง แต่ดูเหมือนว่าชาวอเมริกันจำนวนหนึ่งกลับไม่คิดเช่นนั้น

รายงานของทบวงการพลังงานหมุนเวียนระหว่างประเทศ (International Renewable Energy Agency: IRENA) ที่เผยแพร่เมื่อ 24 พฤษภาคมที่ผ่านมา จำนวนการจ้างงานในอุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์ได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด จากตัวเลขล่าสุดเมื่อเดือนพฤศจิกายนปี 2016 มีจำนวนแรงงานทั้งหมด 260,077 คน เทียบกับปี 2015 ถือว่าเพิ่มขึ้นถึง 24.5 เปอร์เซ็นต์ และเป็นอัตราการเติบโตที่สูงกว่าเศรษฐกิจทั่วสหรัฐทั้งหมดถึง 17 เท่า

IRENA ยังรายงานอีกว่า กลุ่มธุรกิจติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์มีจำนวนแรงงานมากที่สุดและเป็นเพศชายมากที่สุด และปัจจุบันสัดส่วนของจำนวนแรงงานหญิงที่เข้าไปทำงานลักษณะดังกล่าวได้เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยมีจำนวนทั้งหมด 28 เปอร์เซ็นต์ในปี 2016 ซึ่งสูงกว่าปี 2013 ถึง 19 เปอร์เซ็นต์

ไบรอัน เบอร์ซิค (Bryan Birsic) ซีอีโอ บริษัท Wunder Capital ที่ให้ความช่วยเหลือทางด้านการเงินแก่นักลงทุนที่ต้องการติดตั้งแผงระบบโซลาร์เซลล์ มองว่าสาเหตุที่ทำให้ชาวสหรัฐหันมาประกอบการหรือเข้ามาเป็นแรงงานในอุตสาหกรรมดังกล่าวเพิ่มขึ้น เนื่องจากเป็นอาชีพที่ให้เงินดีและไม่ได้มีความซับซ้อนอะไรมากนัก

อีกทั้งสาเหตุที่ทำให้อุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์เติบโตอย่างรวดเร็วคือ ราคาการติดตั้งโซลาร์เซลล์ลดลงอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเสียภาษีน้อยกว่า ส่งผลให้แผงโซลาร์เซลล์ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น ไม่เว้นแม้แต่การติดตั้งที่หลังคาบ้านตัวเอง

ไม่เพียงอุตสาหกรรมพลังงานสีเขียวอย่างพลังงานแสงอาทิตย์จะเติบโตอยู่กลุ่มเดียว เพราะอุตสาหกรรมพลังงานลมก็น่าจับตามองไม่แพ้กัน โดย IRENA รายงานว่าในปี 2016 มีการจ้างงานในอุตสาหกรรมดังกล่าวทั้งหมด 102,500 คน และคาดการณ์ว่าจะสูงถึง 147,000 คน ในปี 2020

สวนทางกับอุตสาหกรรมถ่านหิน แม้ทรัมป์ต้องการฟื้นฟูให้อุตสาหกรรมดังกล่าวกลับมาเข้มแข็งเช่นเคย แต่จากรายงานของมหาวิทยาลัยโคลัมเบียเปิดเผยว่า จำนวนแรงงานในอุตสาหกรรมถ่านหินลดลงไปมากกว่าครึ่งตั้งแต่ปี 2011 แม้แต่รัฐเคนตั๊กกี้ที่ลงคะแนนเสียงเลือกทรัมป์อย่างท่วมท้น และมีสภาพภูมิประเทศส่วนใหญ่ประกอบด้วยเหมืองแร่และถ่านหิน กลับเหลือแรงงานอยู่ในอุตสาหกรรมถ่านหินเพียง 64 เปอร์เซ็นต์

นั่นแสดงให้เห็นว่า ประชาชนตระหนักถึงข้อเสียและผลกระทบที่ตามมาจากพลังงานสกปรกเหล่านั้น และพร้อมที่จะเปลี่ยนไปสู่พลังงานที่สะอาดกว่าและเป็นมิตรกับพวกเขามากกว่า

แม้สถานการณ์ในปัจจุบัน ชิ้นส่วนอุปกรณ์พลังงานแสงอาทิตย์จะราคาต่ำลง หากเทียบกับเมื่อ 50 ปีที่แล้ว โดยเฉพาะที่ยุโรปและญี่ปุ่น แต่นั่นแสดงให้เห็นว่า อีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ประเทศต่างๆ และประชาชนทั่วไปจะสามารถเข้าถึงพลังงานทดแทนเหล่านั้นได้ง่ายมากขึ้น โดย IREA เชื่อว่าอัตราการเติบโตของอุตสาหกรรมสีเขียวจะเติบโตอย่างต่อเนื่องขึ้นเรื่อยๆ และคาดการณ์ว่า จำนวนแรงงานในอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดทั่วโลกจะเพิ่มสูงขึ้นถึง 24 ล้านคน ในปี 2030 ซึ่งหากทั้งหมดนี้เป็นจริงก็ถือเป็นเรื่องราวดีๆ ของโลกสีเขียวใบนี้

อ้างอิง:
http://money.cnn.com/2017/05/24/news/economy/solar-jobs-us-coal/index.html
https://futurism.com/solar-industry-creating-jobs-17-times-faster-rest-us-economy/

- Advertisement -