เหตุการณ์ที่กำลังถูกจับตาอย่างใกล้ชิดตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา หนีไม่พ้นการเดินทางไปเยือนสหรัฐอเมริกาของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ระหว่างวันที่ 1-5 ต.ค.2560 ซึ่งได้มีการเข้าพบปะกับ โดนัล ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาอย่างถึงเนื้อถึงตัว ในห้องทำงานรูปไข่ ทำเนียบขาว กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

การเดินทางไปในครั้งนี้ นอกจากนายกฯ จะพารัฐมนตรีคนสำคัญของรัฐบาลหลายคนร่วมคณะไปด้วยแล้ว ยังได้มีการนำนักธุรกิจรายใหญ่ระดับ “เจ้าสัว” ของประเทศเดินทางไปร่วมเจรจาธุรกิจในครั้งนี้ด้วยหลายราย ทั้งจากเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) ไทยยูเนี่ยนซีฟู้ด น้ำตาลมิตรผล พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) บ้านปู ปูนซีเมนต์ไทย (SCG) เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ส่วนที่เรียกเสียงฮือฮาได้มากที่สุด คือสินค้าที่ทีมตัวแทนไทยได้อุดหนุนอเมริกากลับมามากมาย เพื่อหวังปรับดุลการค้าไม่ให้ไทยเอาเปรียบสหรัฐฯ มากเกินไป ไม่ว่าจะเป็นอาหาร เช่น เนื้อหมู เครื่องในหมู ไก่งวง ตามด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์ เช่น ขีปนาวุธ เฮลิคอปเตอร์แบล็กฮอว์ก ไปจนถึงส่วนที่หลายคนกำลังให้ความสนใจอย่าง “ถ่านหิน”

ข้อมูลเดียวจาก ดอน ปรมัติวินัย รมว.ต่างประเทศ ระบุว่า การลงนามความร่วมมือในการซื้อถ่านหินจากอเมริกาครั้งนี้ประมาณ 5-6 หมื่นตัน จะนับเป็นครั้งแรก เพราะที่ผ่านมาไทยซื้อจากประเทศเพื่อนบ้าน แต่เมื่อเปรียบเทียบคุณภาพกับการขนส่งแล้วถือว่าคุ้มค่า และถือเป็นการสนับสนุนนโยบายหลักของผู้นำสหรัฐฯ ที่ต้องการเพิ่มการจ้างงานภายในประเทศด้วย

อย่างไรก็ตาม ภายหลังการหารือระหว่างภาคเอกชนไทยกับสภาหอการค้าสหรัฐอเมริกา กลินท์ สารสิน ประธานหอการค้าไทย และผู้บริหารบริษัทในเครือ SCG เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ทาง SCG ได้ลงนามข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อซื้อถ่านหินจากภาคเอกชนสหรัฐฯ ซึ่งการลงนามครั้งนี้จะทำสัญญาการซื้อขายถ่านหิน 2 ฉบับเป็นครั้งแรก โดยฉบับแรกจะสั่งซื้อถ่านหินจำนวน 1 แสนตัน และฉบับที่สอง 55,000 ตัน

“เป็นการหาตลาดใหม่เพิ่มเติมสำหรับใช้ในการผลิตปูนซีเมนต์ ซึ่งการสั่งซื้อในครั้งนี้ได้พิจารณาถึงความคุ้มทุนแล้ว ทั้งค่าใช้จ่ายการขนส่งและคุณภาพของถ่านหิน คุณภาพดีกว่าถ่านหินจากอินโดนีเซีย ฮีตสูง ซัลเฟอร์ต่ำกว่า โดยล็อตแรกเป็นการทดลองเข้าโรงปูนและจะถึงเมืองไทยประมาณเดือน เม.ย.นี้” เขาระบุ

กลินท์ ระบุเพิ่มอีกว่า ถ่านหินที่นำเข้าจะนำไปใช้ในโรงงานผลิตปูนซีเมนต์ในเครือ 7-8 แห่ง และนอกจากไทยแล้วยังมีโรงงานที่เมียนมา กัมพูชา และเวียดนาม ซึ่งเป็นการทดแทนการซื้อจากอินโดนีเซีย รองลงมาคือออสเตรเลีย รวมประมาณ 6 ล้านตันต่อปี เนื่องจากอินโดนีเซียมีการใช้ถ่านหินเพื่อผลิตไฟฟ้ามากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในอนาคตถ่านหินจากอินโดนีเซียจะน้อยลงจึงต้องหาแหล่งใหม่ๆ

อิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการกลุ่มมิตรผล อธิบายเสริมว่า การซื้อถ่านหินจากอเมริกาจะไปใช้สำหรับการลงทุนในประเทศอื่นหรือขายให้ประเทศอื่นก็ได้ ขึ้นอยู่กับจังหวะค่าระวางขนส่งแต่ละช่วง หากส่งมาไทยถูกกว่าก็นำเข้ามาใช้ในไทย แต่หากช่วงใดแพงก็หันไปนำเข้าจากประเทศอื่นที่ได้ทำสัญญาซื้อขายกันไว้แล้ว เช่น อินโดนีเซีย

คำอธิบายเพิ่มเติมจาก บรรณ เกษมทรัพย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสซีจี เทรดดิ้ง จำกัด ระบุว่า การลงนามร่วมภาคเอกชนกับสหรัฐอเมริกาในการซื้อถ่านหินคุณภาพสูงครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการนำมาใช้ร่วมกับพลังงานทดแทนอื่นๆ ในกระบวนการผลิตของธุรกิจ ซึ่งนับเป็นการซื้อขายปกติตามการบริหารความเสี่ยงด้านแหล่งวัตถุดิบ โดยบริษัทฯ จะเลือกซื้อถ่านหินที่มีคุณภาพในระดับราคาที่เหมาะสมจากเหมืองที่ผ่านมาตรฐานด้านคุณภาพและสิ่งแวดล้อมในหลายประเทศ

แม้คำชี้แจงจากฟากฝั่งธุรกิจจะสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน ว่าเป็นการซื้อถ่านหินของเอกชนและใช้เพื่อุตสาหกรรม แต่ข้อห่วงกังวลยังคงส่งตรงไปถึง จริยา เสนพงศ์ ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมองว่าประเด็นใหญ่ที่ต้องพูดถึง คือไทยอาจกำลังละเมิดข้อตกลงที่ได้สัญญาว่าจะร่วมกันลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล

ประเด็นถัดมาคือเรื่องความจำเป็นของการใช้ถ่านหิน ซึ่งเธอระบุว่า คำถามใหญ่ที่เกิดขึ้นคือการซื้อถ่านหินครั้งนี้ไม่ได้มีความจำเป็นตั้งแต่ต้น แต่เป็นประเด็นการเมืองเรื่องของพลังงาน และเมื่อมีการลงนามซื้อมาบังคับ ก็แปลว่าจะต้องขายให้ออก สิ่งที่จะสะท้อนต่อไปคือนโยบายของประเทศ และภาคส่วนธุรกิจของไทย จะต้องมีนโยบายที่รองรับในการนำถ่านหินเหล่านี้มากระจาย ซึ่งเป็นแผนที่กำลังจะเกิดขึ้นในประเทศไทยอย่างแน่นอน

เธออธิบายให้เห็นภาพว่า สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นนับจากนี้คือ 1.นโยบายด้านถ่านหิน เช่น โรงไฟฟ้าถ่านหิน จะยังคงอยู่ 2.การใช้ถ่านหินที่กำลังเปลี่ยนรูปแบบ โดยการใช้ของอุตสาหกรรม เช่น ซีเมนต์ กระดาษ สิ่งทอ อาหาร ซึ่งหลายพื้นที่เริ่มมีปรากฎการณ์ชัดเจน จากเดิมใช้น้ำมันเตา แต่จะผันตัวเองไปใช้ถ่านหินเพื่อลดต้นทุนแทนที่จะผันไปใช้พลังงานหมุนเวียน 3.อุตสาหกรรมไฟฟ้าชีวมวล ที่เปิดช่องให้สามารถผสมถ่านหินได้ ซึ่งในหลายพื้นที่ได้นำมาซึ่งความขัดแย้ง

“การผลิตไฟฟ้าแต่เดิมเรามักพูดถึงโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่เป็นหลัก แต่นับจากนี้ บริษัทเหล่านี้กำลังเดินหน้าทำอีกส่วน คืออ้างอุตสาหกรรมของตัวเองในการผลิตไฟฟ้า แต่อีกด้านหนึ่งคือไฟฟ้าผลิตออกมาเหลือ มากกว่าที่ผลิตใช้เอง และส่งขายให้กับการไฟฟ้าแทน เป็นพัฒนาการที่จะเกิดขึ้นเมื่อการเดินหน้าโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่นั้นใช้เวลานาน ก็จะใช้โรงไฟฟ้าขนาดย่อยเหล่านี้แทน” เธอให้ภาพ พร้อมแนะนำให้จับตาว่านโยบายหลังจากที่นายกฯ กลับมาในครั้งนี้ เราจะเห็นการใช้ถ่านหินในฝั่งอุตสาหกรรมและโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่โตคู่ขนานกัน

เธอระบุว่า ดังนั้นภายใต้การเซ็นสัญญานี้ผนวกกับแผนเดิมที่ไม่ยอมชะลอโรงไฟฟ้าถ่านหิน คือโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินของประเทศไทยจะยังคงอยู่ เพราะเอาถ่านหินมาก็ต้องใช้ แต่ถ้าใช้ในโรงไฟฟ้าไม่ได้ ก็จะเกิดทางเลือกถัดมา คือเกิดขึ้นภายใต้ภาคอุตสาหกรรม และไปยังเขตอุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่รัฐบาลประกาศ ไม่ว่าจะเป็นโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) หรือเขตเศรษฐกิจจําเพาะที่จะเกิดในภาคใต้ โดยเฉพาะ จ.ปัตตานี ที่มีความเชื่อมโยงกับโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา

อย่างไรก็ตาม เธอชี้ว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการเปิดเผยสัญญา MOU ซึ่งจะเป็นตัวสำคัญที่บอกรายละเอียดและข้อผูกพันต่างๆ ว่าการซื้อดังกล่าวจะเป็นไปในรูปแบบใด แม้จะระบุว่าเป็นข้อผูกพันของภาคธุรกิจ แต่การไปครั้งนี้ไปในฐานะการรับรองของรัฐบาล ตัวแทนประเทศ ฉะนั้นจำเป็นต้องมีการเปิดเผยแก่สาธารณชน

- Advertisement -