ในทุกเช้า สิริศักดิ์ ทองแก้ว ชาวนาในจังหวัดอำนาจเจริญ จะเดินสำรวจรอบนาข้าวของเขา

ต้นข้าวชูก้านตั้งตระหง่านในปลายฤดูฝน อีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ทุ่งนาเขียวขจีผืนนี้จะกลายเป็นสีทองเมื่อข้าวออกรวงเต็มทุ่ง อันเป็นห้วงเวลาที่สิริศักดิ์รอมาหลายเดือน เพื่อที่จะได้ผลผลิตข้าวหอมมะลิอินทรีย์ชั้นดีส่งออกสู่มือผู้บริโภค

แต่เบื้องหลังฉากทุ่งนาอันสงบนิ่ง ภายใต้ความราบรื่นในการสรรสร้างผลผลิต สิริศักดิ์มีเรื่องน่าหวั่นใจอยู่ไม่น้อย

“รู้สึกว่า 2-3 ปีที่ผ่านมาสภาพอากาศของจังหวัดเปลี่ยนไป ต้นกะบก ต้นมะม่วง ออกดอกออกผลไม่ตรงฤดูกาล บางทีอากาศเปลี่ยน กลายเป็นว่าพืชบางชนิดก็ชอบแบบนั้นนะ ชอบฝนทิ้งช่วงเมื่อฝนมา ก็ออกดอก มันก็ปรับตัว แต่ข้าวปรับตัวได้ช้ากว่า” สิริศักดิ์เล่า

“หลังๆ มา ถ้าไม่มีพายุ ไม่มีน้ำเลย ฝนตกไม่มาตามปกติ แต่ก่อนพายุมาต้องท่วมเลย แต่ตอนนี้พายุมาบ่อยมากขึ้น แต่ไม่ท่วม อยู่ในระดับน้ำดี เราจึงขุดบ่อเพิ่มขึ้น ที่นาของผมต้องการขุดไว้หน้าแล้ง กลายเป็นว่าน้ำไม่พอ เดือนมีนาคมถึงเมษายน น้ำเหลือแค่ระดับหัวเข่า เราเลยกลายเป็นวางแผนผิด เพราะน้ำไม่ซึม เพราะแต่ก่อน มีบ่อน้ำกินอยู่ใกล้แปลงนาจนถึงหน้าแล้ง แต่ตอนนี้น้ำไม่ซึมอย่างที่เราตั้งใจไว้ เราลองคิดว่า 1 ไร่ เราจะได้ข้าวเท่าไหร่ใหม่ โดยไปขุดน้ำในบ่อ และอาจจะปลูกมะพร้าวและพืชตามคันนา”

“ความไม่แน่นอน” คือสิ่งที่สะท้อนในคำบอกเล่าของชาวนาผู้นี้ที่พยายามปรับตัวเข้ากับสภาพอากาศแปรปรวนด้วยการสังเกตและลองผิดลองถูก

และความไม่แน่นอนนี้ กำลังผลักไสให้เกษตรกรอีกจำนวนมากตกอยู่ในภาวะเปราะบางจากผลกระทบลูกโซ่ไม่รู้จบ

อากาศแปรปรวนผลผลิตข้าวผันผวน

กระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกาคาดการณ์ว่าในฤดูการผลิต 2560/2561 จะมีข้าวสารผลิตออกสู่ตลาดโลกประมาณ 481 ล้านตัน (เทียบเท่า 718 ล้านตันข้าวเปลือก) ซึ่งลดลงร้อยละ 0.05 จากปีการผลิต 2559/60

การที่ผลผลิตข้าวลดลงมีสาเหตุสำคัญจากสภาวะอากาศแปรปรวนในประเทศผู้ผลิตข้าว

ย้อนกลับไปในช่วงปลายปี 2557 ถึงปี 2559 ประเทศผู้ผลิตข้าวสำคัญของโลกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่างประสบภัยแล้งรุนแรงในรอบ 30 ปี ซึ่งเกิดจากปรากฏการณ์เอลนิโญ่ที่ลากยาวนานผิดปกติ เป็นผลต่อเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ภัยแล้งครั้งนั้นทำให้ผลผลิตข้าวสารในตลาดโลกลดลงจาก 479 ล้านตันในปี 2558 เหลือ 472 ล้านตันในปี 2559 ในขณะที่ประเทศผู้ผลิตหลักอย่างไทยและเวียดนามมีปริมาณการส่งออกข้าวลดลงเช่นกัน

©ปริตตา หวังเกียรติ

ภัยแล้งได้เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ก่อให้เกิดผลต่อความผันผวนในตลาด โดยมีรายงานว่าพ่อค้าข้าวได้ทำการกักตุนข้าวในช่วงวิกฤต จนเมื่อภัยแล้งกำลังจะผ่านพ้นไป กลับพบว่ามีข้าวล้นตลาดจากการกักตุนและจากสต๊อกของรัฐบาล จึงทำให้ราคาข้าวภายในประเทศตกลงฮวบฮาบ และชาวนาหันไปปลูกไร่ชนิดอื่นทดแทน

งานวิจัยภายใต้รายงานการสังเคราะห์และประมวลสภานภาพองค์ความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทย ครั้งที่ 2 ชี้ให้เห็นว่า ปัจจุบันเกษตรกรได้ปรับรูปแบบพื้นที่ผลผลิตทางการเกษตรมาเน้นการปลูกพืชไร่สำหรับพลังงานทดแทน ส่งผลให้ผลผลิตข้าวในพื้นที่ลุ่มน้ำชี-มูลในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยลดลงในอนาคตระยะสั้น จาก 11 ล้านตันต่อปี เหลือเพียงประมาณ 6 ล้านตันต่อปี เนื่องจากพื้นที่ปลูกข้าวลดลง แต่ในอนาคตระยะกลางและระยะยาว ผลผลิตข้าวโดยรวมก็จะเพิ่มกลับขึ้นมาใกล้เคียงกับผลผลิตปัจจุบันที่ระดับประมาณ 10 ล้านตันต่อปี เนื่องจากพื้นที่ชลประทานที่เพิ่มสูงขึ้น

สอดคล้องกับสิ่งที่สิริศักดิ์เล่าถึงสภาพอากาศที่มีผลต่อการทำนาในจังหวัดอำนาจเจริญว่า “ตอนนี้ไม่มีฝนเลย มีแต่พายุ พึ่งพายุว่าเมื่อไรพายุจะเข้า ชาวนาเลยเริ่มคิดจะหันไปปลูกอ้อย ที่สอดคล้องกับค่าใช้จ่ายในครอบครัว เพราะสภาพอากาศเปลี่ยน เมื่อมีการส่งเสริมอ้อย มันจึงตรงใจเลย”

อีสานเสี่ยงผลผลิตข้าวนาปีลด

จากการศึกษาโดยเกริกและคณะ (2552) พบว่า พื้นที่ปลูกข้าวนาปีที่มีความเสี่ยงต่อการได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย เช่น จังหวัดหนองบัวลำภู อุดรธานี สกลนคร นครพนม กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด มุกดาหาร ยโสธร อำนาจเจริญ สุรินทร์ ศรีษะเกษ ในอนาคตพื้นที่เสี่ยงมีแนวโน้มขยายตัวกว้างขึ้น ขณะที่ผลผลิตข้าวนาปรังมีแนวโน้มที่จะลดลงทั้งประเทศ

นอกจากนี้ ครัวเรือนเกษตรกรต้องอยู่ในภาวะเปราะบางจาก 3 ปัจจัย ได้แก่ การเผชิญกับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากสภาพอากาศแปรปรวน การเปิดรับต่อผลกระทบดังกล่าว และขีดความสามารถที่ครัวเรือนจะรับมือกับผลกระทบนั้นได้

ปรากฏการณ์เช่นนี้สอดคล้องกับการศึกษาชิ้นหนึ่งในพื้นที่ใกล้เคียงกัน ซึ่งนักวิจัยทำการศึกษาชาวนาในจังหวัดอุบลราชธานี และพบว่ามีกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงต่อการได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศอยู่ที่ 15-25 % ของ 560 ครัวเรือนที่ทำการสำรวจ กลุ่มที่มีความเสี่ยงปานกลางเป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุด และกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำคิดเป็นจำนวนหนึ่งในสาม

ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อระดับความเสี่ยงคือ ครัวเรือนเหล่านี้มีขีดความสามารถจำกัดในการรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเศรษฐกิจ โดยที่ครัวเรือนของกลุ่มชาวนาในการสำรวจนั้นยังต้องพึ่งพาผลผลิตจากข้าวเป็นหลัก โดยมีความหลากหลายของรายได้ต่ำ สภาพการณ์ดังกล่าวส่งผลให้กลุ่มครัวเรือนชาวนาเหล่านั้นไวต่อผลกระทบ

ในสภาวะเช่นนี้ ทำให้ชาวนาต้องปรับตัวให้มีความยืดหยุ่น โดยมีการเคลื่อนย้ายไปทำงานนอกภาคการเกษตร เพื่อช่วยพยุงชีวิตให้ดำรงอยู่ต่อไป แต่สิ่งที่น่ากังวลต่อไปในอนาคต คือความผันผวนของราคาสินค้าทางการเกษตรและภูมิอากาศแปรปรวนที่รุนแรงขึ้น หากไม่มีการสนับสนุนทางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมความรู้ใหม่

และเมื่อชาวนาเผชิญกับความยากลำบากทั้งสองด้าน สภาวะฝืดเคืองของเศรษฐกิจในครัวเรือนจึงตามมา และจะบีบให้ชาวนาสูญเสียที่ดินทำกิน อันเป็นหนึ่งในผลกระทบที่เป็นลูกโซ่ที่ยิ่งทำให้ชาวนาไม่มีโอกาสลืมตาอ้าปากได้

ข้อมูลที่อ้างอิง :
รายงานการสังเคราะห์และประมวลสภานภาพองค์ความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทย ครั้งที่ 2
– การปรับรูปแบบพื้นที่ผลผลิตทางการเกษตร (หน้า 146)
– วิเคราะห์พื้นที่ทางการเกษตรที่เสี่ยงจากผลกระทบการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (หน้า 150)
– ภาวะความเปราะบางในครัวเรือนเกษตรกรจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (หน้า 154)

- Advertisement -